[HQ!!] Misstep (4)

Misstep
iwaoi. hq!! abo au. pg-13 to r. angst, romance.
content warning: mpreg. unplanned pregnancy.

.

.

.

(4)

.

.

.

“พวกเรา… อย่าเพิ่งผูกพันธะกันจะดีไหม”

 

อยู่ดีๆ อิวะอิสึมิ ฮาจิเมะก็ถามขึ้นมาเช่นนั้น

 

โออิคาวะที่กำลังตั้งอกตั้งใจแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตอีกฝ่ายทีละเม็ดถึงกับชะงักงัน ค้างในท่านั่งคร่อมอัลฟ่าที่นอนแผ่อยู่บนเตียงหอพักของเขา อากัปกิริยาบ่งชัดถึงกิจกรรมในร่มที่กำลังจะเกิด แต่แล้วอิวะอิสึมิกลับเลือกพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

 

ไม่สมควรที่สุด

 

“…ทำไมล่ะ” เขาดึงมือกลับราวกับต้องของร้อน นั่งค้างอยู่ที่เดิมแต่ไร้อารมณ์พิศวาสหลงเหลือ “หรือว่าอิวะจัง… เจอคนอื่น?”

 

คนที่น่ารัก ร่างเล็ก อ่อนหวาน นอบน้อม น่าปกป้อง พร้อมเป็นแม่บ้านแม่เรือน

 

โอเมก้าที่ดีกว่าเขา

 

“เฮ้ ไม่ใช่แบบนั้น” อิวะอิสึมิดันตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เลื่อนมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขาแผ่วเบา “อยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ปีแล้ว จะไปเจอใครตอนไหน”

 

พวกเขารู้จักกันมาแทบทั้งชีวิต และตกลงปลงใจคบหากันในฐานะคนรักเมื่อวันจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย เป็นการตัดสินใจเลื่อนระดับความสัมพันธ์ในเวลาที่เสี่ยง เพราะระยะห่างเมื่อก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัยนั้นช่างแสนไกล ไกลจนอาจทำให้ความรู้สึกสั่นคลอน

 

แต่โออิคาวะในตอนนั้นคิดว่าคงไม่มีเวลาใดจะเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจพลัดหลงจากกันไปตามกาลเวลา พวกเขารู้สึกต่อกันเช่นไรก็พอจะเดาได้แต่ไหนแต่ไรแม้ไม่เคยมีใครเอ่ยปาก ตัวเขาในวัยสิบสามปีเคยคิดกระทั่งว่า ต่อให้เพศรองออกมาเป็นเบต้าทั้งคู่ โออิคาวะก็จะยังคงเลือกอิวะอิสึมิอยู่ดี

 

เมื่อเพศรองปรากฏเป็นอัลฟ่าและโอเมก้า ถึงโออิคาวะจะผิดหวังในตัวเอง แต่อย่างน้อยข้อดีคือพวกเขาสามารถสร้างครอบครัวด้วยกันได้

 

ระยะแรกของการคบหากันเต็มไปด้วยขวากหนาม พวกเขาเวลาไม่ตรงกัน อาศัยอยู่คนละภูมิภาค อิวะอิสึมิพบเจอคนอื่น และโออิคาวะเองก็มีสังคมใหม่ ความคลางแคลงใจจึงตามมา

 

แต่พวกเขาก็ยังติดต่อกันเสมอ กระทบกระทั่งกันบ้างแต่มักมีใครคนใดคนหนึ่งยอมให้ก่อน แม้ระดับความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป แต่พวกเขายังคงเป็นแค่โออิคาวะและอิวะอิสึมิ และโออิคาวะก็มั่นใจว่าพวกเขาจะมีกันเช่นนี้เรื่อยไปในอนาคต

 

อิวะอิสึมิไม่เคยทิ้งเขาไปเจอใครอื่น

 

ถึงกระนั้นก็ยังหวั่นใจ

 

“…สามปี แต่มีเวลาที่อิวะจังไปเจอคนอื่นตั้งเยอะแยะ” เขาตีหน้าง้ำงอ อย่างที่อิวะอิสึมิบ่นประจำว่าไม่ได้เข้ากับโอเมก้าตัวใหญ่อย่างเขาสักนิดแต่ก็ยังทำ “อย่างเช่นแม่สาวเชียร์ลีดเดอร์ไง โอเมก้าผู้จัดการทีมอีก แล้วก็…”

 

“งี่เง่า” อิวะอิสึมิบ่นขรม ดึงแก้มโอเมก้าจนยืด

 

“เจ็บนะ อิวะจัง!”

 

“โอเมก้าที่ฉันยอมให้ถอดเสื้อผ้าหน้าตาเฉยแบบนี้ก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ…”

 

ประโยคถัดมาเสียงอัลฟ่าแผ่วจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย น่าเอ็นดูจนโออิคาวะอดดึงแก้มแดงๆ นั่นกลับไม่ได้

 

“อะไรกัน แค่นี้ก็ต้องเขินด้วย”

 

“ใครมันจะไปหน้าไม่อายแบบแกวะ!”

 

“อย่าว่าโอเมก้าของนายแบบนี้สิ!”

 

อิวะอิสึมิกลอกตา ดึงแก้มเขาอีกสองที แล้วเลื่อนมือลงไปวางแนบที่ลำคอขาว สายตาอ่อนลง ความจริงจังกลับมาฉายชัด “…ฉันจริงจังนะ เรื่องที่ว่าจะยังไม่ผูกพันธะกับนาย”

 

ความเจ็บแปลบกลับมาแทรกพื้นที่ในช่องอก โออิคาวะก้มหน้าลง วางมือทาบลงไปบนมือของอีกฝ่าย ถามกลับเสียงผะแผ่ว “…ฉันก็ถามนายจริงๆ เหมือนกันว่า… ทำไม

 

“เพราะฉันว่า… ยังไม่ถึงเวลา” หัวนิ้วโป้งกดนวดไปตามผิวเนื้อ พยายามปลอบประโลมคนรักที่กำลังหวั่นไหว “เราควรจะรออีกสักพัก”

 

“อิวะจัง เรารู้จักกันมายี่สิบปี คบกันมาสามปีแล้ว ยังจะต้องรออะไรอีก” โออิคาวะโอดครวญ “รอให้ฉันเปลี่ยนใจ หรือว่ารอให้อิวะจังเบื่อฉันอย่างนั้นเหรอ”

 

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น นายนี่” แรงกดที่หัวไหล่แรงขึ้นเล็กน้อยตามอารมณ์ขุ่นของอิวะอิสึมิ “นายจะเป็นนักกีฬาทีมชาติไม่ใช่หรือไง”

 

“ใช่ แล้วทำไม”

 

“นายจะต้องไปอยู่กลางดงอัลฟ่า อาจจะมีเบต้าอีกสองสามคน แต่มีนายเป็นโอเมก้าคนเดียว…” อิวะอิสึมิเลื่อนสองมือขึ้นไปประคองใบหน้าคนรัก “…ถ้านายเป็นโอเมก้าของฉัน ฉันคิดว่าฉันคงทนไม่ได้”

 

ใบหน้าคนฟังร้อนวูบ รู้โดยไม่ต้องเห็นว่าสองข้างแก้มกำลังขึ้นสีจัด ไม่บ่อยนักที่จะได้ฟังอิวะอิสึมิพูดความในใจชัดเจนเช่นนี้

 

“ฉันกินยาแล้วก็กลบกลิ่นตลอดน่า” โออิคาวะพยายามวางมาดดังเดิม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเริงรื่น “อีกอย่าง โอเมก้าแบบฉันก็ไม่ได้มีใครไล่ตามจับเสียหน่อย”

 

จริงอยู่ว่าสมัยเรียน เขามีแฟนคลับเป็นเด็กสาวเด็กหนุ่มมากมาย แต่ในฐานะโอเมก้า โออิคาวะกลับไม่ได้มีคนชอบพอฉันท์ชู้สาวมากมายปานนั้น เมื่อเข้าระดับอุดมศึกษา กลุ่มแฟนคลับของเขาจึงเหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่เอิกเกริกเหมือนอย่างแต่ก่อน

 

แต่เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องนั้นหรอกนะ

 

“…อัลฟ่าที่ไหนจะมาวิ่งไล่จับนายที่ตัวโตเท่ากันออกสื่อล่ะ”

 

“อะไรเล่า ก็มีอัลฟ่าตัวเล็กแถวนี้ที่จับฉันไว้ไม่ใช่หรือไงกัน”

 

อิวะอิสึมิขู่ต่ำเมื่อโดนหยอกเรื่องส่วนสูง แต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้นึกเคียดแค้นจริงจัง จึงหัวเราะ ซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับฝ่ามือคนรัก ประทับจูบเบาเข้ากลางฝ่ามือ

 

เสียงขู่กลายเป็นเสียงฮัมด้วยความพึงใจ พ่อหนุ่มผมดำเลื่อนแขนลงโอบรอบเอวเขา รั้งตัวเข้าใกล้จนแนบชิด ซุกหน้าลงกับซอกคอ แนบริมฝีปากไปตามผิวเนื้ออุ่น

 

“อีกอย่าง…” แว่วเสียงอิวะอิสึมิพึมพำข้างหู “ถ้านายเป็นนักกีฬา ก็ต้องเดินทางไปแข่ง บางครั้งอาจจะต้องไปต่างประเทศ…” เว้นช่วงไปอึดใจ “คู่อัลฟ่าโอเมก้าที่ผูกพันธะกันแทบจะขาดกันไม่ได้ ยิ่งช่วงฮีท นายก็จะอยู่คนเดียวไม่ได้อีก… ถ้านายต้องไปแข่งไกลหลายเดือน …จะลำบากเอา”

 

“อิวะจัง เรื่องนั้น…”

 

“เพราะว่าฉัน… ตามนายไปทุกที่ไม่ได้”

 

พวกเขาต่างนิ่งงันกันไป

 

นั่นคือความจริง

 

เพราะอิวะอิสึมิ ฮาจิเมะไม่ใช่นักกีฬาทีมชาติ มีงานอื่นที่ต้องทำ ส่วนโออิคาวะ โทรุนั้นก็ยังมีเส้นทางความฝันที่ต้องก้าวเดินต่อไป

 

และเพื่อเป้าหมายของเขาเอง จึงยังไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ใดที่หนึ่งได้

 

ถึงจะเป็นคนรักกัน แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวไปได้ไกลกว่านั้น

 

นั่นเองคือสาเหตุที่อิวะอิสึมิไม่ต้องการผูกพันธะ

 

เขาเข้าใจแจ่มแจ้ง กระจ่างชัดถึงความหวังดีของอีกฝ่าย จึงลูบหัวคนรักอย่างเบามือ ค่อยๆ พรมจูบไปตามทุกที่ที่เขาสามารถสัมผัสได้

 

“เข้าใจแล้ว” โออิคาวะว่าเสียงอ่อน “รอก่อนก็ได้ รอจนกว่าจะพร้อม…”

 

ถ้าถึงเวลาที่เขาพร้อมจะหยุด

 

…จะเริ่มสานสัมพันธ์ต่อตอนนั้น ก็คงไม่สายเกินไป

 

 

 

 

 

อีกคืนที่ฝันถึงคนเดิม

 

อีกเช้าที่ตื่นขึ้นเพราะลูกของคนในฝัน

 

โออิคาวะ โทรุหอบหายใจจนตัวโยน พื้นห้องน้ำดูจะเย็นเยียบขึ้นทุกวันในความรู้สึกเมื่อต้องตื่นทุกเช้าเพื่อวิ่งมาเข้าห้องน้ำ ท้องไส้ปั่นป่วนราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยบิดรัดเครื่องใน อาเจียนเอาทุกสิ่งออกจนแทบไม่มีอะไรเหลือ พละกำลังถดถอยลงทุกวัน

 

ลูบท้องตัวเองเบาๆ อย่างหวังว่าจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง แต่รู้ดีว่าไม่มีผล เขาทำเช่นนี้มาหลายวันแล้ว และนับวันยิ่งมีแต่จะอาการแย่ลงเรื่อยไป

 

เพิ่งสองเดือนกว่ายังเหนื่อยขนาดนี้ แล้วอีกเจ็ดเดือนข้างหน้าจะขนาดไหน

 

โอเมก้าคนอื่นเองก็เป็นเหมือนกับเขาหรือเปล่า

 

หรือว่าเขาผิดปกติ

 

ดวงเนตรสีอำพันก้มมองร่างกายของตน พึมพำ “จะเอานิสัยชอบใช้กำลังของพ่อมาแผลงฤทธิ์ตั้งแต่ตอนนี้ไม่ได้นะ รู้ไหม เจ้าตัวจิ๋ว…”

 

พ่อ

 

หนึ่งคำสั้นๆ แฝงด้วยพลังยิ่งใหญ่

 

แต่พ่อคนนั้นกลับยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะเป็นพ่อคน

 

และสาเหตุก็เป็นเพราะโออิคาวะเองที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะบอกให้อีกฝ่ายรับรู้

 

ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจนักว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ อาจเป็นเรื่องที่ว่าเด็กคนนี้เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาด พวกเขายังไม่พร้อมจะเริ่มสร้างครอบครัว ยังไม่ได้บอกใครด้วยซ้ำว่าคบหากันอยู่ แม้แต่มัตสึคาวะกับฮานามากิยังไม่รู้เรื่องนี้ อันที่จริงพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แต่ก็มองไม่เห็นความจำเป็นในการป่าวประกาศ

 

…หรือบางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าอิวะอิสึมิจะคิดอย่างไร ต้องการเด็กคนนี้ไหม หรือไม่ต้องการ

 

โออิคาวะรู้ว่าคนรักของเขาไม่เกลียดเด็ก ซ้ำยังชอบสอนและเล่นกับเด็กอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน เด็กเหล่านั้นก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของอิวะอิสึมิ ไม่ใช่เด็กที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

 

อิวะอิสึมิอาจไม่ต้องการมีลูกก็ได้

 

ยิ่งประกอบกับความจริงที่ว่าการมีลูกจะนำพาความวุ่นวายสารพัดสารพันมาสู่ชีวิตของเขา และอาจทำให้เขาไม่สามารถไปแข่งโอลิมปิกได้ ยิ่งดูจะมีแต่ข้อเสียกับข้อเสีย

 

เขาสองคนตัดสินใจไม่จับคู่กันเป็นกิจลักษณะก็เพื่อให้โออิคาวะได้ทำตามฝัน และกำลังจะไปถึงเป้าหมายนั้นในอีกไม่นาน…

 

ทำไมต้องมาเกิดเรื่องเอาตอนนี้ด้วย

 

แต่เดิมเขาก็ตั้งใจจะวางมือหลังจบการแข่งใหญ่ครั้งนี้อยู่แล้ว อีกแค่ปีสองปีเท่านั้นเอง ทำไม…

 

เหมือนโชคชะตาไม่เข้าข้าง… ไม่เคยเข้าข้าง ชีวิตถึงได้มีปัญหาให้ต้องแก้เรื่อยไป

 

โออิคาวะนึกตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา แต่ก็รู้ดีว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเขาเอง และไม่ได้มีเพียงเขาที่ประสบปัญหาในแต่ละวัน

 

เขาก็แค่นึกอยากโทษฝนโทษฟ้า เพื่อให้ความรู้สึกผิดนี้ได้ออกไปไกลจากตนสักนิดก็ยังดี

 

 

 

 

 

โออิคาวะเผลอหลับไป และตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนใกล้เที่ยง

 

กระเพาะไม่รักดีส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงที่โดนเขาปล่อยให้ว่างเปล่าเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่สิ่งแรกที่เขาทำกลับเป็นการหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากข้างเตียง เพียงแค่กดเปิดหน้าจอ ก็ปรากฏข้อความจำนวนห้าข้อความจากอิวะอิสึมิ ฮาจิเมะ

 

วันนี้ทำอะไร ว่างไหม ฉันจะไปหา อยู่ที่บ้านใช่หรือเปล่า โทรุ

 

ทั้งหมดส่งมาตั้งแต่สองชั่วโมงก่อน

 

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ตัดสินใจวางมือถือลงที่เดิม ลุกไปเข้าห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำประหนึ่งว่ายังไม่เห็นข้อความใดๆ ตั้งใจรอให้เวลาผ่านไปสักพักค่อยตอบ

 

กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง โออิคาวะจึงเลือกสวมเสื้อยืดกางเกงขายาวแล้วเดินลงไปชั้นล่าง กลิ่นหอมฉุยของอาหารกลางวันลอยมาแตะจมูก พร้อมกับแว่วเสียงหวานร้องเพลงมาจากทางห้องครัว ถ้าเป็นปกติ เขาคงเดินตรงไปออดอ้อนผู้เป็นมารดาและนั่งรอข้าวอย่างใจจดใจจ่อ แต่ทันทีที่ได้กลิ่นอาหาร กลับรู้สึกคลื่นเหียนรุนแรง หมุนตัวไปเข้าห้องน้ำแทบจะไม่ทัน

 

แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดออกมาจากท้องอันว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงความแสบร้อนกลางอก และรสขมปร่าติดปลายลิ้น

 

ไม่ใช่แค่ช่วงเช้า แต่อาการยังลามมาถึงตอนกลางวัน

 

ฮานามากิเคยบอกเอาไว้ว่าถ้าอาเจียนมากไปให้ไปหาก่อนนัด

 

แล้วนี่เรียกว่ามากผิดปกติหรือยัง

 

โออิคาวะไม่รู้จะไปถามใคร แล้วจะถามยังไง เขาไม่ควรจะท้องเสียด้วยซ้ำ…

 

แค่ไม่มีเด็กคนนี้สักคน…

 

“โทรุจัง?”

 

เสียงเรียกของมารดาดังออกมาจากหน้าประตูห้องน้ำ

 

เขาตัวแข็งทื่อ ผุดลุกขึ้นนั่ง รีบเปิดก๊อกน้ำ ล้างปาก ล้างหน้า จะออกไปในสภาพนี้ไม่ได้–

 

“โทรุจัง อยู่ในนั้นหรือเปล่าลูก”

 

“ครับ” เขารีบตอบกลับ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าตัวเอง ไม่แน่ใจนักว่าเสียงที่ตอบกลับอู้อี้เกินไปหรือไม่ “เดี๋ยวผมจะออกไป” มองเงาตัวเองในกระจกเป็นรอบสุดท้าย ใต้ตาดำคล้ำ หน้าซูบตอบ แต่เขาคงจัดการตัวเองให้ดีที่สุดได้เท่านี้

 

เมื่อเปิดประตูออก ก็พบสตรีร่างเล็กกอดอกยืนรอเขาอยู่แล้ว กลุ่มผมสีน้ำตาลเฉดเดียวกับเขารวบตึงเป็นมวย สองคิ้วของเจ้าหล่อนขมวดเข้าหากันแสดงความเป็นห่วง ย้ำชัดด้วยคำถามแฝงความกังวล “หนูไม่สบายเหรอ กินอะไรผิดเข้าไปหรือเปล่า”

 

เป็นเรื่องน่าขันที่มารดาของเขายังคงใช้คำว่าหนูกับเขาที่โตมาเป็นชายฉกรรจ์สูงหนึ่งร้อยแปดสิบสี่เซ็นติเมตร แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าได้กลับไปเป็นเด็กวัยอนุบาลจริงๆ

 

หรือนี่คือพลังของคนเป็นแม่

 

พลังที่เขาไม่มั่นใจสักนิดว่ามีอยู่ในตนเอง

 

โอเมก้าหนุ่มฝืนยิ้ม พยักหน้าน้อยๆ “คงจะอย่างนั้นล่ะมั้งครับ เดี๋ยวก็หาย”

 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวแม่ต้มข้าวต้มให้ดีกว่า แกงกะหรี่คงจะหนักเกินไป” หล่อนเอียงศีรษะครุ่นคิด ก่อนเอื้อมมือขึ้นมาลูบโหนกแก้มของเขา ไล้ไปยังขอบตา “หนูหิวหรือยัง หลับนานเชียว ฮาจิเมะคุงแวะมาหาหนูด้วย แต่เห็นโทรุจังยังไม่ตื่น เลยกลับไปแล้ว”

 

โออิคาวะได้แต่พยักหน้า เป็นการตอบรับทั้งเรื่องหิวและรับทราบการมาเยือนของเพื่อนสนิท เขาไม่อ่านและไม่ตอบข้อความ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่อิวะอิสึมิจะอยากมาหาด้วยตัวเอง

 

ทำให้เป็นห่วงอีกแล้ว

 

แต่เขาอดนึกยินดีที่ไม่พบหน้ากันไม่ได้ เพราะยังไม่พร้อมจะเจออิวะอิสึมิในตอนนี้

 

“ฮาจิเมะคุงบอกว่าหนูป่วย เลยซื้อน้ำผลไม้มาฝาก” นางโออิคาวะว่าพลางเดินกลับไปห้องครัว ดูความเรียบร้อยของแกงกะหรี่ที่ทำไว้ แล้วเปิดตู้เย็นออกมา เริ่มจัดการเตรียมอาหารใหม่สำหรับลูกชาย “โทรุจังจะดื่มน้ำผลไม้รองท้องไปก่อนก็ได้นะ แม่แช่ตู้เย็นเอาไว้ให้แล้ว”

 

อีกครั้งที่เขาได้แต่พยักหน้ารับแม้คู่สนทนาจะมองไม่เห็น เดินไปเปิดตู้เย็นก็เห็นกล่องน้ำผลไม้รวมกล่องใหญ่วางไว้ เปิดออกมาเทใส่แก้ว แล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะ

 

นั่งจ้องน้ำสีส้มอ่อนอยู่นานสองนานเขาก็ยังไม่ดื่ม มัวแต่ครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยไปตามประสา นานจนกระทั่งมารดาของเขาหันมาเห็นว่านั่งอยู่เฉยๆ ถึงเอ่ยเรียก

 

“โทรุจัง ไม่ดื่มเหรอ”

 

โออิคาวะส่ายหัว รู้ว่าควรจะดื่ม ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง แต่กลับไม่อยากดื่ม

 

ยิ่งท้องว่างก็ยิ่งคลื่นไส้ ยิ่งคลื่นไส้อาเจียนก็ยิ่งไม่มีแรง วนเป็นวงจร

 

นี่เขาควรจะไปหาหมอแล้วใช่ไหม

 

“โทรุจัง…” มารดาเดินมานั่งลงตรงหน้า ปล่อยหม้อต้มข้าวไว้ข้างหลัง “…หนูสีหน้าไม่ดีเลย แม่พาไปหาหมอไหม”

 

“…ไม่เป็นไรครับ ถ้าได้กินอะไรบ้างคงจะดีขึ้น” เขายกมือขึ้นวางบนโต๊ะ เลื่อนไปใกล้แก้วน้ำผลไม้ แต่ก็ไม่หยิบขึ้นมาดื่ม กลับเงยหน้าขึ้นสบสายตากับผู้เป็นแม่

 

นางโออิคาวะเลิกคิ้ว ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน “หืม… หนูมีอะไรอยากบอกแม่หรือเปล่า โทรุจัง”

 

เขาได้แต่จับจ้องใบหน้าของมารดา ไม่อาจละสายตาไปได้

 

ครั้นแล้วก็พยักหน้า

 

“ผม… มีเรื่องต้องบอก”

 

เรื่องลูก… นอกจากอิวะอิสึมิแล้ว… เขาควรจะต้องบอกคนอื่นด้วยไม่ใช่หรือ

 

อย่างเช่น… พ่อกับแม่ของเขาเอง

 

“เรื่องอะไรหรือลูก”

 

โออิคาวะสูดลมหายใจเข้าลึก

 

นับหนึ่ง สอง สาม

 

กลั้นใจสารภาพ

 

“ผม… ท้อง”

 

มารดาของเขานิ่งไป

 

แต่สีหน้าเป็นเช่นไรนั้น เขาไม่รับรู้ เพราะไม่อาจสู้สายตาได้อีก

 

แม่จะคิดยังไง โออิคาวะได้แต่นึก เขายังไม่มีคู่ ไม่เคยพาอิวะอิสึมิมาแนะนำในฐานะอื่นนอกจากเพื่อนสนิท ไม่เคยบอกใครว่าเลื่อนระดับความสัมพันธ์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ อยู่ดีๆ โผล่มาบอกว่าแม่จะมีหลาน…

 

แม่จะผิดหวังในตัวเขาไหม

 

ฝ่ามือนุ่มเลื่อนมากอบกุมมือของเขาไว้ ตอนนั้นเองที่โออิคาวะรู้ตัวว่ามือของเขากำลังสั่น

 

เขาไม่เคยบอกใครชัดๆ แบบนี้มาก่อนเลย

 

แม่เป็นคนแรกที่เขาตัดสินใจบอก

 

สายตาที่มารดาทอดมองมาฉายด้วยแววอาทร ราวกับกำลังมองดูลูกชายตัวน้อยวัยห้าขวบสารภาพผิด “…แม่รู้แล้วล่ะ”

 

ถ้อยคำที่เรียกให้เขาเงยหน้าขึ้นทันใด

 

“ทำไมแม่ถึงรู้ล่ะ”

 

บิดาและมารดาของเขาเป็นเบต้า ซ้ำยังเป็นเบต้าธรรมดาที่ไม่ได้มีการรับกลิ่นเหนือคนอื่นเหมือนอย่างมัตสึคาวะ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่จะไม่ได้กลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่รู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเขา

 

แล้วแม่รู้ได้ยังไง

 

เจ้าหล่อนหัวเราะเบา บีบมือเขาหนึ่งที “เวลาลูกกังวลอะไร ก็มักจะปิดบังได้ไม่ดีเสียทุกที แค่แม่เอาขยะในห้องน้ำลูกไปทิ้งก็รู้แล้ว”

 

“…ครับ?”

 

“แถบตรวจการตั้งครรภ์เป็นผลบวกตั้งห้าอัน แม่จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ”

 

สองข้างแก้มของโออิคาวะร้อนฉ่า นี่เขาลืมทิ้งที่ลับตาคนไปได้ยังไง

 

“…ขอโทษนะครับ”

 

“หืม ขอโทษทำไมล่ะลูก”

 

โอเมก้าหนุ่มกำมือ แบมือ กำมือ ทำสลับซ้ำกันไปมาแก้ความประหม่า “ผม… คู่ก็ยังไม่มี ไม่เคยพาแฟนมาแนะนำให้พ่อแม่รู้จักด้วยซ้ำ เด็กคนนี้ก็…”

 

“ลูกของฮาจิเมะคุงใช่ไหมล่ะ”

 

อีกครั้งที่เขาสะอึกกึก มองแม่อย่างกับไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนในชีวิตนี้

 

“แม่รู้ได้ยังไง”

 

“ทำไมแม่จะไม่รู้ล่ะว่าหนูคบกับใครอยู่” เสียงหัวเราะของเธอใสกังวาน ประหนึ่งว่าไม่ได้อนาทรร้อนใจกับข่าวใหม่ที่เพิ่งรับรู้แม้แต่น้อย “ถึงพวกหนูจะชอบเก็บทุกอย่างเป็นความลับ แต่ฮาจิเมะคุงเป็นคนซื่อตรงนะ จะทำอะไรก็ต้องทำให้ถูกต้อง แอบมาขอหนูกับพ่อแม่ตั้งนานแล้ว”

 

“หา” เขาได้แต่อ้าปากค้าง “อิวะจังน่ะนะ”

 

“ตั้งแต่สมัยพวกหนูอยู่มอปลายปีสามแล้ว คนคิดจริงจังเขาก็ทำกันแบบนี้แหละลูก”

 

“แม่ว่าผมไม่จริงจังเหรอ ผมน่ะจริงจังกับทุกเรื่องแหละ!”

 

หล่อนหัวเราะคิกคัก ก่อนจะทำท่าครุ่นคิดนึกถึงเหตุการณ์ในวันวาน “อยู่ดีๆ ฮาจิเมะคุงก็เดินมาคุกเข่าก้มหัว พ่อกับแม่ล่ะตกใจนึกว่าหนูโดนฮาจิเมะคุงวิสามัญฆาตกรรมไปแล้ว”

 

นึกภาพตามแล้วเขายิ่งรู้สึกตกตะลึง นี่อิวะอิสึมิทำขนาดนั้นเชียวหรือ เขาไม่เห็นจะรู้เรื่อง

 

แน่นอนว่าโออิคาวะเองก็ไม่เคยคิดว่าความรู้สึกของพวกเขาเป็นเรื่องหยอกเล่น แต่เมื่อฟังแบบนี้แล้ว กลับรู้สึกพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง

 

เขายังไม่เคยทำแบบนั้นกับพ่อแม่ของอิวะอิสึมิบ้างเลย

 

“ผม… ยังไม่ได้ขออิวะจังจากคุณลุงคุณป้าเลย”

 

“ไปบอกตอนนี้ก็ไม่สายหรอกลูก และแม่ว่าฮาจิเมะคุงก็คงบอกไปแล้ว”

 

ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

 

แต่ยังมีปัญหาใหญ่กว่านั้นอยู่อีกนี่สิ

 

“…เรื่องเด็กคนนี้ ผมก็ยังไม่ได้บอกอิวะจัง…”

 

รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้าของมารดาในทันใด แววขึงขังเข้ามาแทนที่

 

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่

 

แม่ไม่พอใจ

 

“โทรุจัง หนูจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากฮาจิเมะคุงไม่ได้นะ”

 

“…แล้วผมจะบอกยังไงล่ะ ก็เราไม่ได้ตั้งใจมีนี่แม่ ผมไม่พร้อม อิวะจังก็ไม่น่าจะพร้อม ปีหน้าก็จะแข่งแล้ว แข่งใหญ่ที่เป็นความฝันทั้งชีวิตของผมเลยนะ”

 

พูดไปท้ายเสียงเขาก็เริ่มสั่น ทั้งที่อยู่กับคนอื่นยังทำตัวเข้มแข็งได้ แต่พออยู่ต่อหน้าบุพการีกลับรู้สึกราวทำนบกำลังจะพัง ความสับสนและหนักใจทั้งหมดทั้งมวลที่เก็บไว้พากันพรั่งพรูออกมา

 

เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ โออิคาวะ โทรุก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้นจริงๆ

 

“โทรุจัง” มารดาอุทาน มีความตกใจแฝงซ่อนอยู่ “หนูร้องไห้เหรอ”

 

เขาส่ายหัว รู้สึกได้ถึงความร้อนที่ขอบตา แต่ยังไม่มีหยดน้ำไหลออกมาอาบแก้ม พยายามเก็บกลั้นไว้ ก้มหน้าหลบหลีกคู่สนทนา

 

ใครจะไปร้องไห้ง่ายๆ กัน

 

โออิคาวะเอาแต่ก้มหน้า จึงไม่ทันได้เห็นคนเป็นแม่ลุกจากที่นั่งฝั่งตรงข้ามมากอดเขาไว้ ไออุ่นแผ่กำจายไปทั่วร่าง เขาซุกหน้าลงกับผมของมารดา ร่างกายใหญ่โตบดบังร่างเล็กแทบมิด แต่เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กเล็กที่ต้องการอ้อมอกของมารดาคอยปลอบประโลม

 

“แม่ ผมจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ได้เหรอ แล้วผมจะบอกอิวะจังยังไง อิวะจังจะต้องการเขาไหม…”

 

“โทรุจัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หนูต้องคุยกับฮาจิเมะคุง คาดเดาไปเองก็ไม่เกิดประโยชน์หรอก รู้ไหม” ฝ่ามือเล็กลูบหลังเขาอย่างปลอบประโลม “อีกอย่าง แม่ว่าฮาจิเมะคุงคนที่ก้มหัวให้แม่กับพ่อวันนั้นไม่มีทางปฏิเสธลูกของตัวเองหรอก ถึงจะไม่ได้ตั้งใจให้เขามาก็ตาม”

 

“แต่ผม…”

 

“แม่รู้ว่าวอลเล่ย์บอลคือชีวิตของลูก” หล่อนถอยออกมา ลูบสองข้างแก้มของเขา “แต่หลานของแม่ก็เป็นชีวิตของหนูเหมือนกัน มาจากเลือดเนื้อของหนูกับฮาจิเมะคุง… หนูต้องตัดสินใจดีๆ”

 

โออิคาวะได้แต่พยักหน้ารับ รู้แก่ใจว่าควรทำอะไร แค่ยังไม่มีความกล้าจะทำเท่านั้น

 

มารดาสังเกตท่าทางของเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือมาโอบกอดเขาไว้

 

ไออุ่นจากคนเป็นแม่ทำให้ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ

 

อ่อนแอเหลือเกิน

 

“แต่ไม่ว่าหนูจะเลือกทางไหน แม่ก็จะอยู่ข้างๆ หนูเสมอ โทรุจัง”

 

 

 

 

 

เพดานห้องเป็นสีขาว

 

มีร่องรอยคราบสกปรกเกาะประปรายปรากฏให้เห็น บนนั้นเคยมีแผ่นสะท้อนแสงรูปหมู่ดาว สร้างความเพลิดเพลินก่อนหลับไหลเมื่อวัยเยาว์

 

พวกเขาเคยนอนอยู่บนฟูกผืนนี้ ดูดาวอย่างไร้เดียงสา ไร้ซี่งความกังวลใจใดๆ ทั้งปวง

 

หากว่าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงดี…

 

กลับไปเป็นเด็กชายวัยห้าขวบอ่อนต่อโลก ไล่ตามความฝันไปวันๆ ไม่รับรู้ถึงเพศสภาพ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าอัลฟ่า เบต้า โอเมก้า

 

ได้แค่คิด เพราะในความเป็นจริงย่อมไม่มีทางทำเช่นนั้นได้

 

โออิคาวะลูบหน้าท้องของตน ห้วงคิดตีกันสับสน ตะวันตกดินไปนานแล้ว แต่เวลาของเขาคล้ายหยุดนิ่งอยู่กับที่

 

อีกไม่กี่วันจะต้องกลับโตเกียว

 

เหลียวมองโทรศัพท์ที่วางไว้บนพื้นใกล้ตัว ก่อนหยิบขึ้นมาถือ ไล่อ่านรายชื่อเพื่อน และหยุดลงตรงชื่อหนึ่งที่อยู่ในห้วงคิดตลอดเวลา

 

อิวะจัง

 

ส่ายหัว ไถหน้าจอผ่านไป หาชื่อใหม่ แล้วกดติดต่อ

 

หนึ่ง สอง สาม…

 

เสียงปลายสายตอบกลับมาหลังผ่านไปห้าวินาที

 

“ว่าไง โออิคาวะ”

 

เขาถอนหายใจหนึ่งคำรบ ใช้เสียงร่าเริงที่สุดตอบกลับไป

 

“มักกี้ ฉันจะไปหาพรุ่งนี้นะ”

 

ในที่สุด… เขาก็ตัดสินใจได้เสียที

.

.

.

NEXT


A/N:

ในที่สุดก็ลงตอนใหม่ต่อจากในทวิตสักทีค่ะ
ซึ่งก็มาถึงช่วงครึ่งเรื่องพอดี อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว อิวะจังจะได้รู้ความจริงมั้ย โปรดติดตามตอนต่อไป–

u v u)๗

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s