[HQ!!] Where My Love Goes: (19) it takes a thousand days to get over death

Where My Love Goes
iwaoi. hq!! abo au. pg-13. romance, angst, a bit of domestic fluff.
written for novelber ’16 challenge. part of ‘instinct: omegaverse au’ series.

content warning:
– ฟิคเรื่องนี้มี alpha/beta/omega dynamics
– และมีการกล่าวถึง mpreg (male pregnancy)
– ถึงจะไม่มีฉาก explicit แต่ถ้าไม่นิยม abo แนะนำให้หลีกเลี่ยงค่ะ
– Heavy angst and mention of character death

.

.

19.
it takes a thousand days to get over death

.

.

เขาคิดว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

หรือถ้าพูดให้ถูก คือเขาหวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

โออิคาวะกลับมาอยู่ที่บ้านกับเขา หลังจากพักผ่อนอยู่บ้านหนึ่งสัปดาห์เต็มตามคำสั่งแพทย์ นักกายภาพหนุ่มก็กลับไปทำงานของตน

ช่วงแรกอิวะอิสึมิเป็นกังวล งานกายภาพบำบัดหลายอย่างต้องใช้แรงไม่ใช่น้อย เขาห่วงว่าจะมีผลต่อเด็ก แต่โออิคาวะยืนกรานว่าทำงานไหว เถียงกลับว่าเพิ่งท้องสี่เดือน จะให้นอนแกร่วยาวยันเก้าเดือนได้ที่ไหน แพทย์เฉพาะทางก็รับรองให้ทำงานต่อได้ แล้วอิวะอิสึมิเป็นใครถึงจะมีสิทธิไปห้าม

ดีที่หัวหน้าแผนกช่วยจ่ายงานที่ไม่ต้องใช้แรงมาก ให้โออิคาวะพอได้ทำตามสมควร ความวิตกของเขาจึงลดลงไปกึ่งหนึ่ง

อิวะอิสึมิคอยไปรับส่งคนรักทุกเช้าและเย็น พวกเขายังอาศัยอยู่คอนโดที่เดิม แต่เริ่มคุยกันเรื่องการขยับขยายพื้นที่อยู่อาศัย เพราะเมื่อแฝดสามลืมตาดูโลก พื้นที่ห้องคงไม่พอรองรับห้าชีวิตอีกต่อไป

เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากนัก เพราะครอบครัวของเขาทั้งสองคนพร้อมช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย อิวะอิสึมิและโออิคาวะเองก็มีเงินเก็บอยู่ประมาณหนึ่ง การเลือกสถานที่ต่างหากที่เป็นปัญหา พวกเขาไล่ดูประกาศ ใช้วันหยุดเสาร์อาทิตย์ในการค่อยๆ หาบ้านใหม่ที่เหมาะสม อย่างไรเสีย กว่าห้องเดิมจะคับแคบเกินอาศัย ก็คงใช้เวลาอีกเป็นปีๆ

อาการแพ้ท้องของโอเมก้าที่อุ้มแฝดสามทุเลาลงเมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้า และหายสนิทหลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่มาแทนที่คืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และความต้องการกินของแปลกๆ ไม่ซ้ำกัน อิวะอิสึมิกลอกตามองบนทุกครั้งที่ได้ยินโออิคาวะโอดครวญหาเมนูใหม่ประจำวัน ขนมปังของโปรดยังเป็นสิ่งที่ต้องมีติดบ้าน นอกเหนือจากนั้นต้องขวนขวายให้ตามแต่เจ้าตัวจะสั่งการ

แต่ถึงจะบ่นกระปอดกระแปด อิวะอิสึมิก็ไม่เคยปฏิเสธคำขอของโอเมก้าเขาได้สักที

พ่อแม่ของเขาและโออิคาวะเดินทางเข้ามาเยี่ยมช่วงปลายเดือนที่ห้า ต่างคนต่างเอาอกเอาใจโออิคาวะกันยกใหญ่ ขณะที่อิวะอิสึมิต้องรับหน้าที่เตรียมของว่างและสั่งอาหารเข้าบ้าน แต่แลกกับการได้เห็นโออิคาวะยิ้มสดใสและมีคนดูแล เขาว่าก็คุ้มกันอยู่

โออิคาวะมีนัดกับแพทย์เป็นประจำทุกสองสัปดาห์ ส่วนตัวอิวะอิสึมิจะตามไปด้วยเดือนละครั้ง ส่วนมากเป็นการซักประวัติถามไถ่อาการ ตรวจร่างกายและอัลตร้าซาวด์ ผลการตรวจที่ผ่านมาปกติดี แต่ก็ยังต้องนัดติดตามถี่กว่าปกติเพราะเป็นครรภ์แฝด

หมอบอกว่าขนาดท้องของโออิคาวะโตกว่าทั่วไปเพราะแฝดสาม เจ้าตัวบ่นอุบอิบเรื่องแน่นท้องและเริ่มไม่มีเสื้อผ้าใส่ บ่นไปก็มองเขาไป นัยว่าหาต้นเหตุโบ้ยความผิดให้ อิวะอิสึมิได้แต่เสมองไปทางอื่นในเวลาแบบนั้น แล้วแก้ปัญหาด้วยการพาคนรักไปซื้อเสื้อผ้าใหม่แทน

ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น กระทั่งแฝดสามอายุได้ยี่สิบแปดสัปดาห์

.

.

อิวะอิสึมิจำได้ดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในเวลาตีสี่

จู่ๆ โออิคาวะก็ลุกขึ้นมาเขย่าตัวเขาตอนเช้ามืดวันเสาร์ อิวะอิสึมิตื่นมาอย่างงัวเงีย แต่พอเห็นเม็ดเหงื่อที่เกาะพราวตามผิวเนื้อและสีหน้าเจ็บปวดของคนข้างตัว ความง่วงทั้งหมดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เขาผุดลุกขึ้นนั่ง พยายามตั้งสติแม้ว่าความตระหนกจะเริ่มเข้าครอบงำก็ตาม

“โทรุ เป็นอะไร”

“…เจ็บ”

คำตอบแผ่วเบาดังลอดริมฝีปากออกมาพร้อมกับแรงบีบที่แขนของอิวะอิสึมิ เขามองไปยังหน้าท้องของอีกคนโดยอัตโนมัติ มืออีกข้างของโออิคาวะกำเสื้อของตัวเองแน่น สื่อถึงความเจ็บปวดที่เจ้าตัวกำลังรู้สึกอย่างชัดเจน

วินาทีถัดมา เขาคว้าข้าวของที่จำเป็น ประคองโออิคาวะออกจากห้องแล้วเรียกรถไปโรงพยาบาลทันที

ตลอดทาง เขานับหนึ่งถึงร้อย ตั้งสติ ตั้งสติ ตั้งสติ เฝ้าบอกตัวเองเช่นนั้น

แต่เสียงครวญครางของโออิคาวะทำให้ความตั้งใจของเขาพังทลายลงไม่เป็นชิ้นดี

แพทย์และพยาบาลประจำห้องฉุกเฉินพาโอเมก้าหนุ่มเข้าไปซักประวัติและตรวจร่างกายทันทีที่พวกเขาไปถึง ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังห้องคลอดอย่างรวดเร็ว อิวะอิสึมิเดินตามไปด้วยความตกใจที่เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ ลูกๆ ของพวกเขาเพิ่งอายุเจ็ดเดือน จะคลอดตอนนี้ได้อย่างไร

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง แพทย์เวรเดินออกมาบอกกับอิวะอิสึมิว่าโออิคาวะประสบกับภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ขณะนี้กำลังได้รับยายับยั้งภาวะดังกล่าว ระหว่างนี้ต้องนอนดูอาการใกล้ชิดก่อน เพราะถ้าไม่สามารถยับยั้งได้ ลูกของเขาอาจเลี่ยงการคลอดก่อนกำหนดไม่พ้น

เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเฝ้า ได้แต่นั่งรอฟังความคืบหน้าอยู่คนเดียวในเวลาตีห้ายี่สิบนาที อิวะอิสึมิไม่รู้จะทำอย่างไรดี หลังจากนั่งเฉยๆ นานสี่สิบนาที เขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์หาสึกะวาระตอนหกโมงเช้า

หนึ่งชั่วโมงถัดมา สึกะวาระและซาวามุระปรากฏตัวตรงหน้าเขา ฝ่ายโอเมก้าดึงเขาเข้าไปสวมกอด ปลอบประโลมอยู่ราวห้านาทีก่อนจะบอกให้เขากลับบ้านไปจัดการสะสางธุระส่วนตัวและเก็บของมานอนเฝ้า ถ้าโออิคาวะมีอาการเปลี่ยนแปลง สึกะวาระอาสาจะโทรศัพท์บอกเอง

สุดท้ายอิวะอิสึมิจึงจำใจต้องถอยกลับบ้าน อาบน้ำ เก็บข้าวของ โทรศัพท์แจ้งที่บ้านและหัวหน้างาน ก่อนจะกลับเข้าโรงพยาบาลไปในช่วงบ่าย

แพทย์ประจำของโออิคาวะแวะเข้ามาดูอาการ เขาบอกว่า “อาการดีขึ้นแล้วล่ะ ไม่เจ็บท้องแล้ว แต่ต้องให้ยาไปก่อน เดี๋ยวจะย้ายห้องพิเศษให้ตอนช่วงเย็น”

อิวะอิสึมิรู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อย ถึงจะยังไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว ก็ยังดีกว่าเมื่อเช้า

อาจารย์หมอวัยกลางคนมองหน้าเขา ตีสีหน้ายุ่งยากใจ ก่อนเริ่มอธิบายต่อ “แต่เด็กคนนึงตัวเล็กกว่าเพื่อนไปหน่อย ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ในครรภ์แฝดนี่แหละ ระหว่างนี้ต้องคอยติดตามให้ดี ช่วงนี้คงต้องหยุดทำงานแล้วพักอยู่โรงพยาบาลสักพัก อาการยังไม่น่าวางใจนัก”

หัวใจของเขาหล่นลงไปอยู่ตาตุ่ม อยากเข้าไปหาโออิคาวะใจจะขาด แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต แพทย์ยืนยันว่าตอนนี้ปลอดภัยดี แต่ต้องปล่อยให้พักผ่อนไปก่อน เขาจึงได้แต่นั่งรอด้านนอกกับคู่รักซาวามุระกับสึกะวาระตามเดิม

สุดท้ายโออิคาวะก็ได้รับอนุญาตให้ย้ายไปห้องพิเศษในช่วงเย็น โดยที่ยังมีสายน้ำเกลือสำหรับให้น้ำและยาห้อยระโยงระยางติดอยู่ที่แขนซ้าย

เมื่อโอเมก้าของเขาลืมตา สิ่งแรกที่พูดคือ

“หิว”

อิวะอิสึมิจึงจัดการบีบจมูกคนหิวเข้าให้หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้

“ฮาจิเมะ ทำไมทำร้ายกันแบบนี้ล่ะ หิวแล้วผิดเหรอ!”

“ไม่ผิด แต่ผิดที่ทำตกใจ” เขาทรุดลงนั่งข้างเตียง เรี่ยวแรงหดหายเอาดื้อๆ พอเห็นสภาพอีกคนกับตาตัวเอง “…เป็นห่วงหมดเลย รู้ไหม”

โออิคาวะยื่นมือขวามาลูบผมเขาเบาๆ มืออีกข้างลูบท้องตัวเองอย่างที่ทำจนเคยชินในช่วงหลายเดือนมานี้ “พวกเอเลี่ยนคงยังไม่อยากออกมาเจอฮาจิเมะทำหน้าบูดหน้าบี้ใส่ในเร็ววันนี้หรอก สบายใจได้”

เขาขู่เสียงต่ำ ส่วนโออิคาวะหัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้าน บ่นต่อเนื่องว่าหิว แถมยังไม่ยอมกินข้าวโรงพยาบาล จนสุดท้ายอิวะอิสึมิก็ต้องลุกออกไปซื้อข้าวข้างนอกมาให้กินอยู่ดี

ผ่านไปสามวัน โออิคาวะยังคงมีอาการปวดท้องเป็นๆ หายๆ แต่ห่างขึ้นจากตอนแรก จึงได้เปลี่ยนยาฉีดเป็นยากิน แล้วนอนดูอาการต่อ

อิวะอิสึมิหวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

แต่บางทีเขาคงคาดหวังมากเกินไป

.

.

โออิคาวะได้ออกจากโรงพยาบาลหลังนอนอยู่หนึ่งสัปดาห์เต็ม

ก่อนกลับยังโดนกำชับอย่างเคร่งครัดให้มาตรวจติดตามอาการในสัปดาห์ถัดมา และย้ำให้นอนพักอยู่ที่บ้าน ห้ามไปทำงานโดยเด็ดขาด

แต่ได้กลับไปแค่ห้าวัน ก็โดนส่งเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยอาการคล้ายเดิม

คราวนี้ได้ยายับยั้งอาการอยู่หลายวัน แพทย์อัลตร้าซาวด์ให้อีกครั้ง บอกว่าอาการอื่นทั่วไปยังปกติดี เด็กทั้งสามยังหัวใจเต้นตามปกติ คนหนึ่งตัวเล็กมากเช่นเดิม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแค่รอติดตามต่อไป

อิวะอิสึมิใจคอไม่ค่อยดีนัก เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงานสักเท่าไร แต่โออิคาวะก็มักจะส่งยิ้มมาให้แล้วขับไสไล่ส่งให้เขาไปทำงาน ยืนยันแน่นหนักว่าตนอยู่คนเดียวได้ ประโยคที่พูดประจำคือ “พวกเอเลี่ยนยังไม่ออกมาเร็วๆ นี้หรอกน่า นายไม่ไปทำงานเดี๋ยวก็โดนไล่ออกหรอก”

ใช้วิธีพูดจากวนประสาทกรอกหูเช้ากลางวันเย็น สุดท้ายอิวะอิสึมิก็ต้องไปทำงานโดยไม่ลืมที่จะบีบจมูกดึงหูก่อนจากทุกครั้ง และถึงโออิคาวะจะโวยวายทุกทีที่โดนประทุษร้าย แต่เขาเชื่อว่าเจ้าตัวคงรู้ดีว่าเขาไม่ได้หวังทำร้ายแต่อย่างใด มีแต่จะเป็นห่วงมากขึ้นทุกวันเท่านั้น

พวกเขาคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างจากครั้งก่อน นอนดูอาการสักสัปดาห์แล้วกลับบ้าน แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อได้ยาไปหลายวันแล้วก็ยังมีอาการเจ็บท้องมาเป็นช่วงตลอดวัน โออิคาวะจึงต้องนอนให้ยายาวเกือบสองสัปดาห์

นอนโรงพยาบาลต่อจนอายุครรภ์ถึงสามสิบสองสัปดาห์ สิ่งที่อิวะอิสึมิหวาดกลัวก็เกิดขึ้น

โออิคาวะถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดในเวลาสองทุ่ม เหตุเพราะไม่สามารถยับยั้งภาวะเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดได้อีกต่อไป

ลูกสามคนของพวกเขาถือกำเนิดขึ้นเมื่ออายุได้สามสิบสองสัปดาห์กับอีกสี่วัน

เป็นหญิงหนึ่ง และชายสอง

.

แต่มีเพียงสองชีวิตเท่านั้นที่มีลมหายใจ

.

.

อิวะอิสึมิไม่รู้ว่าเขาผ่านช่วงเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงหลังจากนั้นมาได้อย่างไร

ชั่วขณะหนึ่ง เขานั่งภาวนาอยู่หน้าห้องผ่าตัด ขอให้ทุกสิ่งผ่านไปด้วยดี นาทีถัดมา แพทย์เวรเด็กเรียกเขาไปคุย บอกว่าลูกของเขาคนหนึ่งซึ่งตัวเล็กสุดไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ผ่านการใส่ท่อช่วยหายใจและกดหน้าอกไปห้านาทีแล้วจึงฟื้นกลับขึ้นมา ลูกสาวไม่หายใจเองจึงต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ส่วนลูกชายอีกคนนั้นหายใจสม่ำเสมอดี แต่น้ำหนักตัวน้อยจึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เด็กเสียก่อน

ส่วนโออิคาวะนั้นปลอดภัยดี การผ่าตัดไม่มีภาวะแทรกซ้อน เพียงแต่ต้องสังเกตอาการใกล้ชิดหลังผ่าตัดสองชั่วโมง จากนั้นจึงย้ายกลับห้องได้ อิวะอิสึมิจึงใช้เวลาช่วงนั้นในการตามไปดูลูกของเขาที่หอผู้ป่วยวิกฤต

หมอบอกว่าคนเล็กสุดนั้นหนักแค่ห้าร้อยหกสิบกรัม ส่วนอีกสองคนหนักพันเจ็ดร้อยและพันเก้าร้อยตามลำดับ อิวะอิสึมิรับฟังคำอธิบายอาการแบบไม่เข้าหัวสักเท่าไรนัก เต็มไปด้วยอาการร้อยแปดพันเก้าที่เขาประมวลตามไม่ทัน ปอดเจริญไม่เต็มที่ เสี่ยงติดเชื้อ อาจมีเลือดออกในสมอง เกิดภาวะช็อค และอื่นๆ อีกมากมาย

โอกาสเสียชีวิตมากกว่าร้อยละห้าสิบ

สรุปสั้นๆ ได้ว่าเจ้าตัวเล็กของเขาอาการไม่ดีเอาเสียเลย

อีกสองคนที่ตัวใหญ่กว่าฟังดูอาการดีกว่ามาก อาจแค่รอเลี้ยงโต ส่วนคนที่ใส่ท่อมีแนวโน้มจะนำท่อช่วยหายใจออกได้ภายในสองถึงสามวัน

แพทย์เวรมองหน้าเขา คงสัมผัสได้ถึงความตกตะลึงและใจเสีย จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดเพิ่ม ตบท้ายแค่ “ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลง จะรีบแจ้งไปทันทีนะคะ”

เขาพยักหน้ารับ มองหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกลับไปนั่งรอโออิคาวะหน้าห้องผ่าตัด

สองชั่วโมงผ่านไป พวกเขากลับไปอยู่ที่ห้องพัก มีพยาบาลวุ่นวายจัดการสายน้ำเกลืออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพัง

ครั้นแล้ว โออิคาวะก็เริ่มร้องไห้

เป็นการร้องไห้ที่ไร้เสียงสะอื้นใด

อิวะอิสึมิได้แต่โอบกอดอีกคนไว้ แล้วกระซิบ “ไม่เป็นไร… เจ้าพวกเอเลี่ยนของนายกับฉันจะต้องไม่เป็นอะไร”

เป็นคำพูดที่เขากล่าวโดยไม่มีความมั่นใจอยู่แม้แต่น้อย

.

.

สองวันผ่านไป โออิคาวะจึงได้ลุกออกจากเตียงไปเยี่ยมเด็กๆ

อิวะอิสึมิเป็นคนเข็นโอเมก้าของเขาไปยังหอผู้ป่วยวิกฤตด้วยตนเอง วันก่อนๆ หน้านั้นมีเพียงเขาที่ไปเยี่ยมเยียนอย่างสม่ำเสมอและกลับมาเล่าอาการให้โออิคาวะฟัง มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย แต่โออิคาวะก็รับฟังด้วยท่าทีที่สงบลงเมื่อเทียบกับวันแรก

พยาบาลเล่าอาการให้พวกเขาฟังโดยละเอียด คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเจ้าลูกชายตัวจิ๋ว ซึ่งยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจช่วยอยู่ มียามากมายแขวนไว้รอบสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บอกความสาหัสของอาการที่เจ้าตัวประสบ

โออิคาวะนั่งมองลูกอยู่พักใหญ่ สีหน้าไม่บ่งอารมณ์ชัดเจนแต่แววตาสั่นไหว ก่อนจะหันไปถามพยาบาลว่า “…ขอจับได้ไหมครับ”

เมื่อคำตอบที่ได้คือคำอนุญาต ปลายนิ้วของโอเมก้าหนุ่มจึงแตะกับฝ่ามือที่มีขนาดเท่ากับเพียงปลายนิ้วของตนอย่างแผ่วเบา

“…พยายามเข้านะ เจ้าเอเลี่ยนจิ๋ว แล้วปะป๊ากับคุณพ่อจะมาเยี่ยมทุกวันจนกว่าเราจะพร้อมออกไปกับพี่ๆ เลย”

เพียงแค่เฝ้ามอง อิวะอิสึมิก็รู้สึกจุกในอกจนพูดไม่ออก

วันถัดมา พวกเขายังคงพากันไปเยี่ยม ข่าวดีของวันคือลูกคนแรกที่โดนจับใส่ท่อช่วยหายใจสามารถนำท่อออกได้แล้ว และหายใจเองได้ดี

เป็นวันแรกที่อิวะอิสึมิเห็นรอยยิ้มจากใจบนใบหน้าของโออิคาวะ

สองวันถัดมา พวกเขาไปพร้อมกับสึกะวาระ เพื่อนร่วมงานของโออิคาวะดูเห็นอกเห็นใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ทั้งคำปลอบใจและกำลังใจ ความเชื่อมั่นต่อทีมรักษาว่าจะสามารถช่วยลูกๆ ของพวกเขาได้

ห้าวันหลังผ่าตัด โออิคาวะได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน เขาสองคนแวะไปเยี่ยมเด็กๆ ก่อนกลับอย่างที่ทำประจำจนเป็นวิสัย ก่อนจะกลับบ้านไป

ตกดึกคืนนั้น ลูกตัวเล็กของพวกเขาหัวใจหยุดเต้น

ปั๊มหัวใจไปสิบนาทีแล้วกลับมาเต้นใหม่

และแพทย์เวรได้ยิงคำถามที่ยากต่อการตัดสินใจที่สุดในชีวิตของอิวะอิสึมิ ฮาจิเมะมาทางโทรศัพท์

“คุณอิวะอิสึมิ ตอนนี้อาการของผู้ป่วยถือว่าหนักมาก… ถ้าหัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง จะอนุญาตให้ทางเราช่วยปั๊มหัวใจเด็กไหมคะ”

คล้ายหัวใจของเขาหยุดเต้นเสียเอง

เขามองหน้าโออิคาวะ ถามคำถามเดียวกันออกไป ใจเต้นไม่เป็นจังหวะขณะรอคำตอบจากคนรัก

โออิคาวะหน้าซีดเซียว เงียบไปราวสามนาที

ก่อนจะส่ายศีรษะช้าๆ

เขาถามย้ำอีกครั้ง คำตอบที่ได้ยังคงเป็นเช่นเดิม

อิวะอิสึมิรู้ว่านี่คือการตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้

“…ไม่ครับ”

.

ชั่วโมงถัดมา ลูกคนเล็กของเขาหัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง และจากโลกใบนี้ไปด้วยอายุห้าวัน

.

.

อิวะอิสึมิ ฮาจิเมะไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะได้กลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งเพียงเพื่อรับศพลูกของตัวเอง

.

.

ในฐานะอัลฟ่า อิวะอิสึมิรู้ดีว่าตนเองควรจะเป็นที่พึ่งให้กับโอเมก้า

ควรจะหนักแน่นดุจหินผา มั่นคงเป็นเสาหลักยามอีกฝ่ายอ่อนแอ ให้สมกับที่เป็นหัวหน้าครอบครัว

แต่เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเมื่อเสียลูกไป

พ่อและแม่ของเขากับโออิคาวะเดินทางเข้าเมืองทันทีที่รู้ข่าว เพียงแค่เห็นหน้าคนที่เลี้ยงดูเขามา อิวะอิสึมิก็รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอนุบาล อยากจะเข้าไปซุกซบบุพการี ร้องไห้ให้ปลอบใจเหมือนตอนเป็นเด็กที่วิ่งซนจนได้แผล

แต่เขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น

ทำได้แค่นั่งมองโออิคาวะอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ร้องไห้เงียบๆ โดยไม่ยอมให้ใครเห็นน้ำตาแม้หยดเดียว กระนั้นอาการสะอื้นก็สื่อได้มากพอ

“ไม่เป็นไรนะ โทรุ ไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น เขาไม่ไหวก็ปล่อยเขาสบาย เราทำดีแล้ว”

ได้ยินคำปลอบของมารดาโออิคาวะแล้วเขาเองรู้สึกพาลจะน้ำตาไหลตาม แต่ก็เก็บความรู้สึกเอาไว้

อิวะอิสึมิไปทำงานตามปกติ ส่วนโออิคาวะได้วันลาอีกเก้าสิบวัน ทุกวันโอเมก้าหนุ่มจะไปเฝ้าลูกอีกสองคนของพวกเขา อย่างน้อยเรื่องที่ดีคือทั้งคู่อาการคงที่ และมีแนวโน้มจะดีขึ้นต่อเนื่อง

กระนั้น ทุกครั้งที่แวะเวียนไปหอผู้ป่วยวิกฤตในวันหยุด อิวะอิสึมิก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองบริเวณที่เคยมีเจ้าตัวเล็กของพวกเขาอยู่

และความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงร่างไร้วิญญาณก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิม ไม่หายไปไหน

เขาสงสัยว่าต้องใช้เวลานานสักเท่าไรความรู้สึกนี้จึงจะบรรเทาลงไป

หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หนึ่งปี

หรือไม่มีวัน

.

.

สองสัปดาห์ผ่านไป เหลือแค่พวกเขาสองคนอยู่บ้าน

ห้องเดิม เฟอร์นิเจอร์เดิม คนคู่เดิม

สิ่งที่แตกต่างไปมีเพียงบรรยากาศ

ความสุขและความตื่นเต้นจางหายไป คงเหลือเพียงความทุกข์ระทมจากการสูญเสีย

วันหนึ่ง หลังกลับจากโรงพยาบาล อยู่ดีๆ โออิคาวะก็สวมกอดเขาแน่น ซุกหน้ากับคอเขาโดยไม่พูดอะไรเลย

“โทรุ?”

เจ้าของชื่อส่งเสียงฮัมในลำคอรับ ก้าวไปข้างหน้าพลางลากอิวะอิสึมิไปด้วย พวกเขาเดินอย่างทุลักทุเล สุดท้ายก็จบลงที่นั่งตรงโซฟา

และโออิคาวะก็ยังคงไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่กอดซุกเขาไม่ยอมปล่อย

“…โทรุ?”

“อืม…”

“…เป็นอะไรหรือเปล่า”

โออิคาวะถอนหายใจรดผิวเนื้อของเขา “นายต่างหากเป็นอะไรหรือเปล่า” ปลายนิ้วโป้งขวานวดคลึงหัวไหล่ของอิวะอิสึมิอย่างเอาอกเอาใจ “ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากๆ เดี๋ยวแก่ไวหรอก”

เขาเม้มปาก “…เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร”

“อยู่กันแค่สองคน ไม่ต้องมาทำเป็นเก่งน่า” ไม่ว่าเปล่า ยังยื่นมือมาหยิกแก้มอิวะอิสึมิอีกต่างหาก “ฮาจิเมะทำเก่งให้ฉันมาตั้งนานแล้ว คิดว่าไม่รู้หรือไง”

เขาอยากจะอ้าปากเถียง แต่ก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป เมื่อโออิคาวะผละออกมามองหน้าเขา มือหนึ่งลูบผมของอิวะอิสึมิอย่างเบามือ

“ฉันรู้ว่าฮาจิเมะเองก็เสียใจ จะร้องไห้ออกมาบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก” โออิคาวะพูดเสียงแผ่ว “ฉันเองก็ยังเสียใจอยู่… แต่เจ้าเอเลี่ยนจิ๋วของเราคงไม่พร้อมจะเผชิญโลกจริงๆ ล่ะมั้ง คิดไปคิดมาฉันว่าพวกเราตัดสินใจถูกแล้ว ถึงจะเสียใจก็เถอะ”

อิวะอิสึมิรับฟัง แหงนหน้ามองเพดานอย่างไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี

ถูกของโออิคาวะ เขาเองเป็นคนที่เห็นอาการของลูกชายคนเล็กตั้งแต่แรกจนวาระสุดท้าย รู้ว่าอาการไม่สู้ดีนักแต่แรกเกิด แต่ถ้าปาฏิหาริย์มีจริง เขาก็ยังหวังว่าลูกจะรอด

ได้แค่หวัง

“…แต่พวกเรายังมีเจ้าตัวจิ๋วอีกสองคนนะ รู้ไหม” รอยยิ้มระบายบนใบหน้าคนพูด คล้ายว่าความเสียใจจางหายไปเมื่อนึกถึงอีกสองชีวิตที่ยังอยู่ “ฮาจิเมะอาจจะไม่ค่อยได้อยู่กับเด็กๆ แต่ฉันไปเฝ้าทุกวัน รู้ไหมว่าพวกเขาก็สู้อยู่เพื่อจะได้กลับมาอยู่กับเรา”

“…อืม”

“ซาจิหายใจเองเก่งแล้วนะ ส่วนเอจิก็กินเก่งมาก เริ่มดูดเองได้บ้าง โตเอาจนจะเท่าเด็กเตียงข้างๆ แล้ว”

อิวะอิสึมิฟังแล้วก็ยิ้ม ขยี้ผมคนพูดเข้าให้ทีหนึ่ง “ฉันเห็นแล้วน่า เพิ่งกลับมาพร้อมกันไม่ใช่หรือไง”

“ไม่หรอก ฮาจิเมะไม่เห็น… นายเอาแต่มองตรงที่ลูกเราเคยอยู่อยู่นั่น” โออิคาวะเลื่อนสองมือมาประคองข้างแก้มเขาไว้ “เขาจากไปแล้ว ฮาจิเมะ แต่ซาจิกับเอจิยังอยู่ตรงหน้าเรา”

เขากะพริบตาปริบ ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองทำเช่นนั้น “ฉัน…”

“พวกเขายังต้องการคุณพ่อเป็นที่พึ่งอยู่นะ รู้ไหม”

เขาเงียบ

“…เด็กๆ ยังต้องการคุณพ่อมาช่วยดูแลอยู่ แต่ฉันน่ะ ไม่ต้องการเลย” โออิคาวะพูดต่อหลังเห็นว่าเขาเงียบไปพักใหญ่ “ไม่ได้ต้องการอัลฟ่าผู้เข้มแข็งมาคอยดูแล สำหรับฉัน ขอแค่อิวะจังคนที่อยู่ข้างๆ ฉันมาแต่ไหนแต่ไร คอยอยู่ข้างฉันเหมือนเดิมก็พอแล้ว”

ฉะนั้น โออิคาวะพึมพำ ปลายนิ้วโป้งอุ่นลูบไล้แก้มของอิวะอิสึมิอย่างเบามือ

“จะร้องไห้ออกมาบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก”

.

อิวะอิสึมิ ฮาจิเมะเพิ่งรู้ว่าตัวเองกักเก็บน้ำตาไว้ข้างในมากมายเท่าไรก็ตอนที่ได้ร้องไห้ออกมาวันนั้นเอง

.

.

ผ่านไปหนึ่งเดือนนับจากวันที่ลืมตาดูโลก ในที่สุดลูกทั้งสองคนของพวกเขาก็ได้ออกจากโรงพยาบาล

เด็กหญิงซาจิและเด็กชายเอจิอายุได้หนึ่งเดือนพอดี แต่เมื่อเทียบตามอายุที่ควรจะเป็นแล้วก็ยังถือว่าเป็นเด็กอ่อน อายุครรภ์ไม่ถึงวันครบกำหนดคลอดเสียด้วยซ้ำ กระนั้นทั้งคู่ก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน เนื่องจากสามารถหายใจได้ตามปกติ ดูดนมเองได้ น้ำหนักขึ้นดี สุขภาพโดยรวมถือว่าแข็งแรงสำหรับเด็กแรกเกิด

นอกจากเขาสองคนแล้ว ยังมีครอบครัวของพวกเขาที่มารอต้อนรับหลานกลับบ้านอีกด้วย อิวะอิสึมิรับหน้าที่ขนสัมภาระ ขณะมองคนรักรับหน้าที่อุ้มลูกสาว และมีแม่ของเขาอุ้มลูกชายกลับ

“โทรุ! ทำไมอุ้มซาจิแบบนั้น เดี๋ยวลูกก็หล่นหรอก” แม่ของโอเมก้าบ่นขรม พุ่งตรงไปจัดท่าจัดทางในการอุ้มหลานใหม่ให้ปลอดภัย

โออิคาวะหน้าเสีย แต่ก็ยังทำปากเก่ง “แม่ ผมก็อุ้มแบบนี้มาตลอด ไม่หล่นหรอกน่า”

แต่เมื่อเจอสายตาขวางจัดจากคนเป็นมารดาเข้า โออิคาวะก็ต้องรูดซิปปากเงียบ ปล่อยให้แม่บ่นไปสอนไปแต่โดยดี

ภาพที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างน่าประหลาด

กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย น้ำตาที่เสียไประหว่างทางก็ไม่ใช่น้อยๆ ถ้าไม่มีโออิคาวะอยู่ข้างๆ เขาไม่รู้ว่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร

เด็กทั้งสองโชคดีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงใดๆ เพิ่มเติม นอนหอผู้ป่วยวิกฤตอยู่สองสัปดาห์กว่าก็ได้โยกย้ายออกมานอนหอผู้ป่วยเด็กเล็ก ตอนอายุแปดวัน เอจิโดนเจาะเลือดและให้ยาฆ่าเชื้ออยู่สัปดาห์กว่า แต่ก็ไม่ได้เจ็บป่วยหนักหนามากไปกว่านั้น

เขาสองคนโชคดีที่นอกจากมีกันและกันแล้วยังมีเพื่อนกับครอบครัวคอยช่วยเหลือ สึกะวาระกับซาวามุระคอยแวะเวียนเยี่ยมเยียนเด็กๆ ในเวลาว่างระหว่างงาน ส่วนบรรดานักกีฬาทีมวอลเล่ย์บอลควบตำแหน่งเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยอย่างคุโรโอะและโบคุโตะ รวมถึงอุชิจิมะ ก็ยังคอยถามไถ่อาการสม่ำเสมอ

ฮานามากิกับมัตสึคาวะเข้าเมืองมาดูหน้าลูกของพวกเขาอยู่ครั้งหนึ่ง หอบหิ้วชุดของใช้เด็กเล็กมาให้ด้วยอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะนำของมารับขวัญหลานให้ได้ รวมถึงสัญญาว่าถ้าเด็กๆ โตจนพอจะเล่นของเล่นได้เมื่อไร จะสรรหาของที่สร้างสรรค์ที่สุดมาให้ได้เล่นแน่นอน

อิวะอิสึมิไม่แน่ใจนักว่าเขาควรจะไว้ใจตัวเลือกของเล่นที่อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาจะนำมาให้ลูกเล่นหรือไม่ แต่ตัดสินใจว่านั่นเป็นเรื่องของอนาคตอีกหลายเดือน เดี๋ยวค่อยตัดสินอีกทีก็คงได้

แม้แต่อดีตสมาชิกทีมเซย์โจคนอื่นๆ ก็ยังรวมตัวซื้อของขวัญมาให้พวกเขาด้วย อิวะอิสึมิเห็นโออิคาวะนั่งมองของชิ้นดังกล่าวอยู่นาน ก่อนจะยกมือปาดน้ำตาเงียบๆ คงไม่อยากให้เขาเห็นภาพตัวเองร้องไห้เข้า

กว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเขาผ่านอะไรมามากเหลือเกิน

ทุกครั้งที่อิวะอิสึมิมองหน้าลูกสองคน เขายังคงหวนคิดถึงลูกคนที่สามซึ่งไม่มีชีวิตอยู่ตรงนี้แล้ว

ความเสียใจยังคงอยู่ที่เดิม เท่าเดิม ไม่เคยจืดจางไปตามกาลเวลา

และเขายังคงสงสัยว่าต้องใช้เวลานานสักเท่าไรความรู้สึกนี้จึงจะบรรเทาลงไป

หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หนึ่งปี ห้าปี สิบปี

บางทีอาจไม่มีวัน

แต่ขอแค่เขายังมีโออิคาวะกับลูกสองคนอยู่ข้างกันแบบในตอนนี้ ต่อให้ความเสียใจจะคงอยู่ตลอดไป แต่อิวะอิสึมิเชื่อว่าเขาจะสร้างความสุขขึ้นมาทดแทนได้ในทุกวัน

แล้วความโศกเศร้าก็คงจางหายไป

ทีละเล็กทีละน้อย จนหายไปในที่สุดสักวันนั่นเอง

.

.

NEXT


 

A/N:

u u) สำหรับเรื่องนี้… ตอนหน้าก็เป็นบทส่งท้ายแล้วค่ะ
ไม่ดราม่าแน่นอน จริงๆ นะ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตอนนี้ค่ะ

ในส่วนของเกร็ดความรู้ที่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไรประจำตอนนี้
– โรคที่แฝดสามพกมาตอนเกิด: คนโต(หญิง)มีน้ำค้างในปอด ไม่หายใจ ใส่ท่อไม่กี่วันก็เอาออก คนกลาง(ชาย)แข็งแรงดี หายใจเองได้ แต่ติดเชื้อในกระแสเลือดตอนอายุแปดวัน ส่วนคนเล็ก(560กรัม) ปอดเจริญไม่เต็มที่ ติดเชื้อในกระแสเลือด เส้นเลือดหัวใจเกิน (patent ductus arteriosus) มีเลือดออกในสมอง (intraventricular hemorrhage) และเสียชีวิตจากภาวะช๊อคค่ะ u u)

Advertisements

One thought on “[HQ!!] Where My Love Goes: (19) it takes a thousand days to get over death

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s