[HQ!!] AIEL: DATE; breakfast, lunch, and dinner

DATE
breakfast, lunch, and dinner
iwaoi. hq!! doctor au. pg. romance.
part of ‘an adventure in everyday life of goshiki tsutomu’ series.

.

.

breakfast

.

.

อิวะอิสึมิ ฮาจิเมะเชื่อว่า อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญ

คนเราจะทำงานได้ต้องมีพลังงานขับเคลื่อน และพลังงานที่ว่าส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากอาหารที่กินเข้าไป ดังนั้นมื้อเช้าจึงสำคัญและไม่ควรหลีกเลี่ยง

แต่อย่าว่ากระนั้นกระนี้เลย ถึงจะรู้หลักการทางทฤษฎี ถ้าชีวิตจริงไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ สำคัญแค่ไหนก็ต้องทิ้งไปอยู่ดี

ตั้งแต่ดำเนินชีวิตแพทย์ประจำบ้านศัลยกรรมมาได้สองเดือน น้อยครั้งนักที่เขาได้กินอาหารเช้าครบเต็มมื้อ ส่วนมากจะทำได้แค่ซัดกาแฟกระป๋อง แล้วเดินเร็วๆ ไปตรวจคนไข้ในแผนกและทำแผลให้ทันก่อนรุ่นพี่และอาจารย์มาเท่านั้น

หลังทำงานในแผนกเสร็จ ก็ต้องรีบไปตรวจผู้ป่วยนอก สลับกับเข้าห้องผ่าตัดตามตารางแต่ละวันไป ระหว่างนั้นอาจมีเวลาว่างให้รีบกินขนมปังอีกสักแผ่น แล้วกว่าจะได้กินอีกทีก็ตอนบ่ายนั่นแหละ

วันไหนแย่หน่อยก็มีแค่น้ำกาแฟประคองชีวิตไปจนถึงบ่าย

ชีวิตเขาย่ำแย่ถึงเพียงนั้น

อิวะอิสึมิคิดว่าคงเป็นเพราะตารางชีวิตเขายังไม่ลงตัว ยังปรับตัวเข้ากับความยุ่งเหยิงแบบใหม่ในโรงพยาบาลใหญ่ไม่ได้ ถ้าผ่านไปสักพัก เขาคงปรับเปลี่ยนเปลี่ยนชีวิตให้เข้าที่แบบคนทั่วไปได้มากขึ้น

แต่พอมองพวกรุ่นพี่ที่คุณภาพชีวิตไม่ต่างกันนัก บางทีเขาก็นึกคลางแคลงการตัดสินใจของตนเอง

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับชีวิตของนายหมอศัลยกรรมกระดูกจอมกวนประสาทที่โผล่หน้ามาก่อกวนกันได้ทุกวี่ทุกวัน

ห้องตรวจผู้ป่วยนอกของแผนกพวกเขาอยู่ใกล้กัน แถมยังออกตรวจวันเดียวกันอีก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบกับโออิคาวะ โทรุเข้าบ่อยๆ

โออิคาวะที่มีกาแฟคุณภาพดีจากร้านหน้าโรงพยาบาลเข้ามาดื่มทุกวัน พร้อมด้วยแซนด์วิชหรือครัวซองก์อุ่นๆ จากร้านเดียวกันมาเป็นมื้อเช้า ชายหนุ่มมักจะถือมาถึงห้องตรวจผู้ป่วยนอก เขาจึงรู้ว่าอีกฝ่ายมีอะไรกินเป็นอาหารเช้า

อันที่จริงเขาจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ถ้าไม่ใช่เพราะโออิคาวะชอบโผล่มาหยอกเขาเรื่อย

เช้านี้ก็เช่นกัน

“อิวะจัง”

เขาไม่ตอบ

“อิวะจัง ฉันรู้ว่าได้ยินนะ”

“อะไร” เขาตอบเสียงห้วน มือขวาไม่หยุดเขียน ตาจดจ้องที่กระดาษเบื้องหน้า

“เช้านี้กินอะไรน่ะ”

“เหมือนเดิม”

“กาแฟกระป๋อง? แล้วขนมปังล่ะ”

อิวะอิสึมิส่ายหัวแทนคำตอบ ยื่นเอกสารส่งให้พยาบาล ก่อนจะหมุนเก้าอี้ไปมองหน้าคู่สนทนาเป็นครั้งแรก “ส่วนแกก็คงกินลาเต้เพิ่มนมน้ำตาลหวานหยดกับแซนด์วิชแฮมชีสของแกเหมือนเดิม ทีนี้พอใจหรือยัง พอใจแล้วก็ไปทำงานของแกไป”

“ผิด ขนมปังนมต่างหาก” โออิคาวะเอาสองนิ้วไขว้กันเป็นเครื่องหมายกากบาท “อิวะจังกินแค่นั้นเดี๋ยวก็โง่หรอก”

นี่มันตั้งใจมาก่อสงครามประสาทกับเขาชัดๆ

“เฮ้ย แก…”

โออิคาวะยิ้มเผล่ ไม่สะทกสะท้าน “บอกแล้วให้ย้ายมาอยู่แผนกเดียวกับคุณโออิคาวะ จะไม่ขาดมื้อเช้าแม้แต่วันเดียวเลยนะ”

พูดเหมือนง่าย และถึงทำได้ หัวเด็ดตีนขาดเขาก็ไม่ย้าย

แค่เห็นหน้าเป็นบางวันก็ปวดหัวจะตายแล้ว ขืนต้องเห็นหน้ามันทุกวันเขาคงเป็นบ้าตาย

“ถ้าตั้งใจจะมาพูดแค่นี้ก็ไปได้แล้วไป เสียเวลาทำงาน” ขืนมัวแต่คุยจนตรวจไม่ทันจะกลายเป็นพลาดมื้อเที่ยงไปอีก

“อิวะจัง”

“จะไปดีๆ หรือต้องให้เตะออกไป”

แว่วเสียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกจากด้านหลัง ก่อนที่เจ้าตัวดีจะพึมพำ “ไปก็ได้ คุณแม่” แล้วเดินจากไป

เขาถอนหายใจ นวดขมับ ความเงียบสงบมาเยือนสักพัก จึงเริ่มทำงานต่อ

“คนต่อไปครับ”

.

.

สองวันถัดมา อาหารเช้าของเขายังคงมีแค่กาแฟกระป๋อง

วันนั้นงานในแผนกเสร็จช้ากว่าปกติสักหน่อย เพราะนอกจากจะตรวจผู้ป่วยในและทำแผลตามปกติวิสัยแล้ว เขายังยืนสอนบรรดานักศึกษาแพทย์ตาดำๆ ต่ออีกเล็กน้อยเพราะใกล้สอบเต็มที เมื่อเห็นเข็มนาฬิกาเคลื่อนใกล้เวลาออกตรวจ จึงขอตัวแล้วรีบมุ่งไปแผนกผู้ป่วยนอก

ตอนไปถึง มีคนไข้จำนวนหนึ่งรออยู่แล้ว และอาจารย์ผู้ใหญ่ก็มาถึงแล้วเช่นกัน อิวะอิสึมิจึงรีบเดินเข้าห้องตรวจ ตรงไปโต๊ะที่นั่งประจำ วางกระเป๋า ล้างมือ แล้วหันกลับมามองโต๊ะตัวเอง

บนโต๊ะมีกาแฟเย็นหนึ่งแก้ววางอยู่คู่กับครัวซองก์แฮมอุ่น ขนาดเกินหนึ่งฝ่ามือ

เขาขมวดคิ้ว นั่งลงบนเก้าอี้ เห็นชื่อร้านบนแก้วก็เดาได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนซื้อมา ถึงกระนั้นก็ยังต้องการถามเพื่อความมั่นใจ

พยาบาลวัยกลางคนผ่านมาพอดี เขาจึงรีบเรียกไว้

“ขอโทษนะครับ กาแฟกับขนมนี่…”

“อ๋อ” เธอลากเสียงยาว ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะถามอะไร “หมอโออิคาวะจากแผนกออโธฝากไว้ให้หมออิวะอิสึมิน่ะค่ะ เธอว่าซื้อมาให้คุณทานเป็นอาหารเช้าก่อนเริ่มตรวจ”

“อ้อ… ครับ ขอบคุณครับ”

พยาบาลเดินจากไป เหลือเขานั่งอยู่กับกาแฟและขนม ตัดสินใจหยิบกาแฟขึ้นมาจิบก่อน รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมของอเมริกาโน่เย็นช่างผิดกับกาแฟกระป๋องลิบลับ

หยิบครัวซองก์ขึ้นมากินไวๆ ต่อ รสชาติดีอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน นี่เขากินมื้อเช้าดีๆ ในวันทำงานแบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กัน

ระหว่างที่กำลังลิ้มรสอยู่นั้นก็ครุ่นคิดไปด้วย ชั่งใจอยู่นานแต่สุดท้ายก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาในที่สุด

กดข้อความไวๆ อ่านทวนหนึ่งรอบ แล้วกดส่งออก

‘ขอบใจ’

หนึ่งนาทีให้หลัง ข้อความตอบเด้งกลับมารวดเร็ว

‘ไม่เป็นไรๆ กินมื้อเช้าดีๆ จะได้ฉลาดๆ นะ อิวะจัง’

กวนประสาทเสมอต้นเสมอปลาย

แต่ถือว่าวันนี้ทำตัวมีประโยชน์ จะเว้นโทษให้สักครั้งหนึ่งแล้วกัน

.

.

lunch

.

.

มื้อเที่ยงเป็นมื้อที่ไม่เสถียร

บางวันได้กินตรงเวลาถ้าตรวจผู้ป่วยนอกเสร็จทัน บางวันได้กินตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองเพราะเกรงเคสตกค้างถึงช่วงบ่ายมากเกินไป บางวันไม่ได้กินอะไรเลยถ้าเข้าห้องผ่าตัดยาวหลายชั่วโมงติดกัน และสถิติการยืนข้างเตียงผ่าตัดที่นานที่สุดของเขาคือแปดชั่วโมงรวด

วันนั้นมีมื้อเช้าเป็นกาแฟหนึ่งกระป๋อง กระโดดพรวดไปกินอีกทีมื้อเย็น จะหาชีวิตสุขภาพดีกว่านี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

(แน่นอนว่าเขาประชด)

อันที่จริง ในบริเวณห้องผ่าตัดมีห้องกินข้าวเล็กๆ อยู่ และส่วนมากหมอและพยาบาลประจำบริเวณนี้มักจะหิ้วข้าวกล่องหรือข้าวจากร้านสะดวกซื้อมากินในนั้นกันอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอก ถึงซื้ออาหารมา แต่ถ้าต้องเข้าผ่าตัดเป็นระยะเวลานาน ข้าวก็โดนทิ้งจนเย็นชืดแบบนั้นเอง

อิวะอิสึมิทำใจกับความไม่แน่นอนเรื่องมื้อเที่ยงนี้ได้สักพักแล้ว

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่หิวเมื่อต้องหิ้วท้องว่างไปจนถึงบ่ายสามอยู่ดี

และนายโออิคาวะ โทรุก็ยังคงเป็นคนช่างตอกย้ำเรื่องนี้เหมือนเดิม

เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง นอกจากจะออกตรวจผู้ป่วยนอกวันเดียวกัน พวกเขายังมีตารางเข้าห้องผ่าตัดเหมือนกันอีกด้วย ทุกวันโออิคาวะจะแวะมาสอดส่องห้องที่เขาอยู่ มองผ่านกระจกบานเล็กจนเขาสังเกตเห็นผ่านหางตา นายหมอศัลยกรรมกระดูกมักจะมองเขาตาใสเป็นเด็กอนุบาล โบกมือให้ แล้วก็หายตัวไป

บางครั้งถ้าอิวะอิสึมิมีโอกาสได้กินมื้อเที่ยง เขาจะพบโออิคาวะนั่งกดมือถือพลางกินข้าว นายหมอกระดูกมักจะทักเขาก่อนเสมอ

“อ้าว อิวะจัง เพิ่งได้กินข้าวอีกแล้วเหรอ”

“เออ” ใครมันจะไปว่างงานแบบแก เขาแอบนึกต่อในใจ

“น่าสงสาร มิน่าไม่ค่อยโต”

ผลที่ตามมาคือนายรูปหล่อโดนหมอศัลย์เตะขาป้าบเข้าให้หนึ่งที

แต่ถึงจะกวนประสาทปานนั้น และอิวะอิสึมิก็มักจะตอบโต้ด้วยการใช้กำลังกลับ แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ว่าอีกฝ่ายก็แค่เป็นห่วงเขาเท่านั้น

เป็นห่วงแบบที่ไม่รู้จะห่วงทำไม เขาโตแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กเสียหน่อย

แถมวิธีการแสดงความเป็นห่วงยังไม่ได้เรื่องเลยอีกต่างหาก

แต่นอกจากถกเถียงกันแล้ว เขาก็ไม่เคยบอกรำคาญเรื่องที่โออิคาวะจุกจิกกับชีวิตเขาแต่อย่างใด

.

.

วันหนึ่งในเวลาสิบเอ็ดโมง จู่ๆ โออิคาวะก็พุ่งเข้ามาในห้องผ่าตัดหมายเลขสิบสี่

ขณะนั้นอาจารย์และรุ่นพี่ของเขาเพิ่งเดินออกจากห้องผ่าตัดไปเพื่อรอเข้าเคสใหม่ เหลือเพียงอิวะอิสึมิที่นั่งเขียนคำสั่งการดูแลหลังผ่าตัดของเคสก่อนอยู่ตามลำพัง ตอนที่โออิคาวะโผล่มากะทันหัน เขาจึงตกใจไม่ใช่น้อย

“อิวะจัง!”

“อะไร!” ด้วยอารามตกใจ เลยเผลอตอบกลับไปเสียงดัง

“ทำไมต้องดุด้วย!”

“แกนั่นแหละเสียงดังทำไม!”

“ก็รีบนี่” โออิคาวะว่า น้ำเสียงร้อนรนจนผิดสังเกต ชายหนุ่มเท้าแขนสองข้างลงโต๊ะ โถมตัวใกล้จนบังแสงไฟไปเสี้ยวหนึ่ง “เขียนเสร็จหรือยัง”

มันจะรีบไปไหน เขานึกท้วง ขมวดคิ้ว “ยัง”

“เขียนเร็วๆ !”

“ยุ่งอะไรเนี่ย!”

“เขียนเร็วๆ สิ!”

อะไรของมันอีก (วะ)

อิวะอิสึมิตวัดตัวหนังสือไวๆ เขียนทุกอย่างเสร็จภายในสองนาทีด้วยลายมือที่ไม่สวยงามนัก แล้วผุดลุกขึ้น “เสร็จแล้ว มีอะไร”

โออิคาวะไม่ตอบ ฉุดข้อมือเขาลากออกจากห้องผ่าตัด เขาประท้วงเสียงดังจนคนรอบกายเหลียวมองตาม แต่นายคนลากก็ไม่ยอมหยุดง่ายๆ มุ่งมั่นไม่สนใจอะไรอีกต่อไป

ประตูห้องพักกินข้าวเปิดผาง อิวะอิสึมิโดนจับนั่งจุ้มปุ้กลงบนเก้าอี้ เบื้องหน้ามีข้าวกล่องและน้ำเปล่าวางอยู่ครบครัน

“กินให้หมด” กำชับเสียงหนัก กดไหล่เขาให้นั่งนิ่งอยู่กับที่ “เคสใหม่นายยังไม่เข้าห้อง ผ่าใหญ่ด้วย เดี๋ยวไม่ได้กินอีก”

“เฮ้ย…” เขาอ้าปากจะท้วง นี่มันเป็นพ่อแม่เขาตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่โออิคาวะไม่ปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น “ฉันไปล่ะ น่าจะดมยาใกล้เสร็จแล้ว” เหลือบมองนาฬิกา “กินให้หมดนะ!”

ว่าแล้วก็วิ่งปรู๊ดออกจากห้องไป ทิ้งอิวะอิสึมิไว้คนเดียว

เขามองข้าว เลื่อนไปน้ำ สลับมองเวลา สิบเอ็ดนาฬิกา

ถ้าไม่กินตอนนี้ก็คงไม่ได้กินแล้วจริงๆ

ตัดสินใจเริ่มลงมือกิน ข้าวนี่เขาซื้อมาเองเมื่อเช้า แล้วหมอนั่นรู้ได้ยังไงว่าเป็นของเขา

เอาเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ติดหนี้ค่าอาหารเพิ่มอีก

หลายเดือนมานี้ กาแฟยามเช้าเขาก็ได้โออิคาวะซื้อให้อยู่เรื่อยๆ นอกจากกาแฟยังมีขนมปังอีก ถึงจะเคยบอกว่าไม่ต้องซื้อให้ ก็ยังดื้อดึงซื้อมาอยู่ดี ซื้อแล้วจะปฏิเสธก็ใช่ที่ สุดท้ายก็กลายเป็นตามใจไป

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าการมีคนคอยดูแลก็ให้ความรู้สึกที่ดีเหมือนกัน

รู้สึกดี… อย่างนั้นเหรอ

ความคิดที่ทำให้อดทึ้งผมตัวเองไม่ได้สักที นึกว่าที่รู้สึกชอบพอนั่นจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบตอนแรกพบเท่านั้นเสียอีก ที่ไหนได้ดันติดค้างมาจนจะครบปี

บ้าจริง

รู้สึกดีกับใครไม่เอา ดันมารู้สึกกับโออิคาวะ โทรุเนี่ยนะ

คิดผิดชัดๆ อิวะอิสึมิ ฮาจิเมะ

.

.

วันออกตรวจผู้ป่วยนอกเป็นวันที่อิวะอิสึมิมักได้กินอาหารกลางวัน

เร็วบ้าง สายบ้าง ตามแต่ปริมาณเคสในวันนั้นๆ แต่ส่วนมากมักตกเฉลี่ยอยู่ที่บ่ายโมง เขาจะเดินออกจากห้องตรวจ ตรงไปโรงอาหารของพนักงานซึ่งตั้งเฉพาะอยู่มุมหนึ่งของโรงพยาบาล

และนั่นเป็นเวลาที่เขามักพบกับโออิคาวะ โทรุ

ช่วงแรกเป็นเพียงความบังเอิญ นานเข้าหน่อยก็กลายเป็นว่าเขามักโดนตามไปกินข้าวในช่วงเวลานี้ มาปัจจุบัน เวลาสิบสามนาฬิกาคล้ายกลายเป็นเวลานัดพบประจำวันที่ห้องกินข้าวของพวกเขา

โต๊ะกลมสำหรับสี่คนตรงมุมห้องเป็นที่นั่งประจำ บางวันมีเพื่อนร่วมงานจากแผนกอื่นมาร่วมวง บางวันมีแค่เขาสองคนกินข้าวกันตามลำพัง

บทสนทนาหนีไม่พ้นเรื่องเล็กน้อยที่ยกมาถกเถียงกันได้ทุกวัน ทั้งที่ดูยังไงก็ไม่น่าคบหาสมาคมกันได้ยาวนาน แต่รู้อีกทีก็หาเวลามาเจอกันได้เรื่อยๆ เสียแล้ว

วันนี้เช่นกัน

วันพฤหัสบดี เวลาบ่ายโมงสิบห้านาที

อิวะอิสึมิพลิกดูนาฬิกาข้อมือ อีกแค่สิบห้านาทีจะหมดเวลาพักของเขา แต่โออิคาวะก็ยังไม่ปรากฏตัว

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น พวกเขาต่างคนต่างมีงานของตัวเอง หลายทีก็มากินต่างเวลาคลาดเคลื่อนกันไป เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจนเป็นเหตุการณ์ปกติ

เพียงแต่…

เวลาเดินผ่านไปจนถึงบ่ายโมงยี่สิบนาที เขาถอดใจ คิดว่าวันนี้คงไม่พบกันแน่แล้ว เก็บจานเปล่าลุกขึ้นจากที่นั่ง ก็เงยขึ้นสบเข้ากับแก้วตาสีน้ำตาลของคนที่เพิ่งมาถึงพอดี

“อ้าว” โออิคาวะอุทาน “อิวะจังกินเสร็จแล้วเหรอ”

“เออ”

“ว้า… อย่างนี้ฉันก็ต้องกินคนเดียวน่ะสิ” ลากเสียงยาวแถมทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างน่าสงสาร แต่เขาไม่หลงกลง่ายๆ หรอก

“ตัวอย่างกับยักษ์ ไม่ต้องมาทำเป็นเด็กสามขวบ”

“ใจร้าย จะกี่ขวบกี่ปี กินข้าวคนเดียวก็เหงาเหมือนกันนั่นแหละ”

พ่อตัวดีบ่นหงุงหงิง หันหลังจะเดินไปสั่งข้าว แต่เขารีบรั้งเอาไว้

“โออิคาวะ”

“หา มีอะไรเหรอ อิวะจัง”

เขาอึกอัก เริ่มไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตัวเอง

“พรุ่งนี้เย็น นายว่างไหม”

“ว่าง” คู่สนทนารีบตอบราวกับไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดแม้แต่น้อย “อิวะจัง จะชวนฉันไปเดตเหรอ”

เขาชักรู้สึกร้อนๆ ใบหู สวนกลับโดยอัตโนมัติ “เปล่า อย่าเข้าข้างตัวเองให้มันมากนัก”

“โธ่ ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ทำร้ายจิตใจคุณโออิคาวะทำไมกัน” บ่นงึมงำแล้วก็ทำท่าจะเดินไปซื้อข้าวต่อ ลำบากเขาต้องรีบดึงข้อมือไว้

“ไปกินข้าวเย็นกัน”

โออิคาวะหันกลับมายิ้มกริ่ม “ชวนเดตจริงด้วย”

“จะไปไม่ไป”

“ไปสิ ไป”

ได้คำตอบที่ต้องการแล้ว อิวะอิสึมิก็ปล่อยข้อมืออีกคน รีบเดินไปเก็บจานแล้วก้าวออกไปจากโรงอาหารทันที

เดินไปจนถึงห้องตรวจแล้ว แต่ในหัวของเขาก็ยังมีแต่ภาพโออิคาวะที่ยิ้มทั้งตา ยิ้มทั้งปากอย่างมีความสุขวนไปมาอยู่ในหัวอยู่นั่นเอง

.

.

dinner

.

.

เย็นวันศุกร์ อิวะอิสึมิจัดการงานทั้งหมดทั้งปวงเสร็จเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

อันที่จริงเขาไม่ใช่คนอ้อยอิ่งทำงานช้าเป็นพื้นเพเดิม แต่เนื่องจากปริมาณงานมีมาก ผนวกกับความหวั่นจะตรวจทานไม่ครบของเขาเอง และคำถามรัวจากบรรดานักศึกษาแพทย์ที่มักถูกส่งมาเมื่อเกิดความสงสัยในเคสที่ตนรับ จึงทำให้เขามักจะเสร็จงานช้ากว่าคนอื่นเสมอ

แต่เนื่องจากเย็นนี้เขาไม่ว่าง อิวะอิสึมิจึงรีบสะสางงานค้างบนแผนกผู้ป่วยในด้วยความว่องไว แถมยังต้องขอผัดคำถามของเด็กๆ ไปไว้ตอบวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

เมื่อแหงนหน้ามองนาฬิกา ก็พบว่าเพิ่งจะเป็นเวลาสิบหกนาฬิกาสี่สิบนาทีเท่านั้น

เสร็จไวเป็นประวัติการณ์

…ไวเกินไปจนเหลือเวลาอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด

อิวะอิสึมิเก็บข้าวของไปยังห้องพักแพทย์ศัลยกรรม เปิดล๊อคเกอร์ โยนเป้เข้าตู้ ปิด แล้วนั่งลงบนโซฟายาวตัวเดียวประจำห้อง มีเพื่อนร่วมงานเดินผ่านไปมา ถามไถ่ว่าเหตุใดเขาจึงยังไม่กลับบ้าน อิวะอิสึมิได้แต่ยิ้ม ให้คำตอบว่าเขาขอพักผ่อนสักครู่ค่อยกลับ

เพื่อน รุ่นพี่ และอาจารย์ผลัดกันเดินเข้าออก คนอยู่เวรเข้ามานั่งคุยกับเขาครู่เดียวก็ออกไปเมื่อโดนตาม สุดท้ายจึงเหลือเขานั่งอยู่ตามลำพัง

สิบเจ็ดนาฬิกาสิบห้านาที โทรศัพท์มือถือของเขาแผดเสียงลั่น ปลุกหมอศัลยกรรมจากการหลับไหล

เขาบ่นขรม แต่ก็หยิบขึ้นมารับทันใด

เสียงปลายสายทักมาก่อนที่เขาจะได้เปิดปากพูดคำแรกเสียอีก

“เฮ้ย อิวะอิสึมิ ว่างมั้ย ไปดื่มกัน”

“ไม่ว่าง”

ฮานามากิ ทาคาฮิโระ แพทย์ประจำบ้านจักษุวิทยาโอดครวญมาตามสาย แม้ไม่เห็นหน้าก็รู้ท่าทางได้เพราะเห็นจนชินมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย “อะไรกัน นานๆ ว่างตรงกันที จะไปด้วยกันไม่ได้เลยเหรอ นี่เพื่อนนะ”

“ฉันมีนัดแล้ว”

“นัด…?” ฮานามากิทวนคำ เงียบไปราวห้าวินาที “อ๋อ ที่นายว่าจะพาโออิคาวะไปกินข้าวเย็นน่ะนะ”

ก็จำได้นี่หว่า เขาว่าเขาเคยหลุดปากบอกเพื่อนไปหน นึกว่าจำผิดเสียอีก “ใช่”

“แล้วตกลงพาไปไหนล่ะ”

“ร้านเนื้อย่างที่นายแนะนำมั้ง” อิวะอิสึมิว่า นึกถึงบรรดาร้านที่ฮานามากิเคยเสนอมาให้ตอนที่เขาไปปรึกษาหาร้านอาหารน่ากินแถวนี้

คู่สนทนาลากเสียงยาวรับรู้ “ก็ใช้ได้อยู่นะร้านนั้น งั้นฉันไม่กวนล่ะ เดตให้สนุก…”

“ไม่ใช่เดตเว้ย!”

“ตามใจ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ งั้นไว้คราวหน้าไปดื่มกัน อ้อ แล้วจะทำอะไรก็อย่าลืมถุงยางล่ะ”

“ฮานามา…!”

เขาสวนกลับไม่ทันจบคำก็โดนเพื่อนหัวเราะแล้ววางสายโทรศัพท์ใส่ดื้อๆ ทำได้แค่จ้องมองเครื่องพลางสบถอุบ

ก็แค่ชวนเพื่อนไปกินข้าว ไม่ได้พิเศษกว่าปกติตรงไหน

ไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นเลยสักนิดเดียว

.

.

เวลานัดพบคือสิบแปดนาฬิกา สถานที่อยู่ตรงประชาสัมพันธ์หน้าโรงพยาบาล

ป่านนี้ล่วงเลยไปจนสิบแปดนาฬิกาสามสิบนาทีแล้ว ยังไม่ปรากฏแม้กระทั่งเงาผมของโออิคาวะ โทรุ

นี่มันลืมนัดเขาแล้วหรือเปล่า

หมอศัลยกรรมยืนพิงเสาสีขาวต้นใหญ่ข้างโต๊ะประชาสัมพันธ์ หันหน้ามองผ่านประตูกระจกใสทางเข้าออกด้านหน้าของโรงพยาบาลไปด้านนอก ท้องฟ้าเริ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีน้ำเงินดำของยามราตรี แซมด้วยสีแดงของไฟจากรถฉุกเฉินเล็กน้อยตามแบบบรรยากาศทางเข้าออกโรงพยาบาลใหญ่

นัยน์ตาเรียวมองนาฬิกาข้อมืออีกหน เคลื่อนผ่านไปอีกห้านาทีอย่างไร้ประโยชน์ หรือเขาควรจะโทรศัพท์ตาม

ล้วงเอามือถือออกจากกระเป๋ากางเกง เริ่มกดหาชื่อคนที่นัดหมายกันไว้ กดโทรออกได้ห้าวินาที ก็แว่วเสียงตอบรับ

…เป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของโออิคาวะ

เสียงนั้นใกล้มากชนิดที่น่าจะห่างกันแค่ไม่กี่ก้าว เขาดันตัวออกจากเสาใหญ่ หันซ้ายขวาหาตัวเจ้าของมือถือโดยยังไม่กดวางสาย แต่ก็ยังไม่พบ

เสียงเรียกเข้าหายไป แทนที่ด้วยเสียงหายใจหอบดังเข้าข้างหู

“อิ… อิวะจัง อยู่ไหนน่ะ”

“ข้างประชาสัมพันธ์” เขาตอบ “นายล่ะ”

“แถวประชาสัมพันธ์เหมือนกัน ไม่เห็นเจอเลย” หมอกระดูกโอดโอย แว่วเสียงหนักๆ ของรองเท้าอยู่ใกล้ๆ อิวะอิสึมิก้าวตัวพ้นเสา หันซ้ายไปก็เจอเป้าหมายพอดี

หนุ่มตัวสูงในเสื้อเชิ้ตฟ้ากับกางเกงสแลคสีดำยืนหอบอยู่ตรงหน้าเขา เส้นผมสีน้ำตาลกระเซอะกระเซิงยุ่งเหยิงตามแบบคนเพิ่งถอดหมวกผ่าตัดแล้วพุ่งออกมาโดยไม่ได้จัดทรง สีแดงแต่งแต้มบนสองข้างแก้มบ่งบอกถึงความรีบร้อนได้ชัดเจน

เห็นแล้วอยากจะยื่นมือไปลูบจัดผมให้เข้าทรง แต่ยั้งตัวเองไว้ทันเสียก่อน

“อิวะจัง” โออิคาวะถอนหายใจโล่งอก “นึกว่าไปแล้วเสียอีก”

“ก็ว่าจะไปแล้ว” พอเขาตอบไปแบบนั้น โออิคาวะก็ยิ่งโอดครวญยกใหญ่ “ทำไมช้า”

หมอกระดูกยกมือลูบคาง ตอบเสียงอ่อย “พอดีเคสสุดท้ายมีปัญหานิดหน่อยน่ะ ทำยังไงก็ไม่เข้าที่เสียที เลือดก็ออกเยอะ อาจารย์ก็หงุดหงิด เลยนานกว่าที่คิด”

ปัญหาไม่คาดฝันในห้องผ่าตัดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ อิวะอิสึมิเข้าใจเรื่องนี้ดี เลยไม่ติดใจถามไถ่อะไรอีก

“หิวแล้วอะ”

“แล้วคิดว่าฉันไม่หิวหรือไง” เขาบ่น แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก “ไปกันได้แล้ว” ว่าแล้วเขาก็เริ่มออกเดิน ก้าวนำออกนอกโรงพยาบาลไปก่อน

โออิคาวะก้าวไวๆ ตามมา ด้วยความที่ขายาวกว่า ไม่กี่ก้าวก็ตามมาเดินข้างเขาได้แล้ว “เราจะเดินไปกันเหรอ”

“มันใกล้ แค่ข้ามถนนไปนี่เอง”

“แล้วขากลับล่ะ”

“ก็เดินกลับมาเอารถไง”

โออิคาวะชะงัก “แต่ฉันไม่ได้เอารถมา”

คราวนี้เขาเองก็ชะงักไปเหมือนกัน “ฉันก็ไม่ได้เอามา”

พวกเขามองหน้ากัน ครั้นแล้วโออิคาวะก็เป็นฝ่ายยักไหล่ พูดต่ออย่างไม่เดือดร้อนอะไร “งั้นก็เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับแล้วกัน”

เขาไม่คิดคัดค้านอะไร เลยไม่ได้โต้ตอบเรื่องนี้เพิ่มเติม เดินคู่กันไปจนข้ามถนนไปอีกฝั่งเท่านั้น

สองข้างทางมีคนเดินขวักไขว่ พวกเขาเดินใกล้กันโดยไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง อิวะอิสึมิเริ่มอึดอัด คำพูดของฮานามากิวนไปวนมาอยู่ในหัว

เดตแรก… ไม่สิ นี่ไม่ใช่เดต แค่ชวนมันมากินข้าวเย็น อย่าไปโอนเอนตามคำพูดเพ้อเจ้อของฮานามากิสิ

“อิวะจัง” เสียงเรียกของโออิคาวะฉุดเขาออกจากภวังค์

“หา อะไร”

ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังรถฉุกเฉินที่พุ่งเป็นทางตรงอยู่บนถนนเส้นใหญ่ “คิดว่าบนนั้นเป็นคนไข้วอร์ดไหน”

เขามองตาม รถใหญ่วิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว เห็นผ่านตาว่าในรถมีสายน้ำเกลือระโยงระยางบวกกับร่างเจ้าหน้าที่โถมตัวกดหน้าอกคนไข้อยู่ภายใน

จะคนไข้แผนกไหนไม่รู้ แต่แพทย์เวรห้องฉุกเฉินงานเข้าก่อนคนแรกแน่นอน

“อายุรกรรม”

“ฉันว่าศัลยกรรม” คนถามย้อนกลับพลางยักคิ้วหนึ่งที “ถ้าฉันทายถูก อิวะจังต้องเลี้ยงหนังฉัน”

“เรื่องอะไรต้องเลี้ยงด้วยวะ” จะรู้ได้ยังไงว่าทายถูกยังไม่รู้เลย

“เถอะน่าาา…” โออิคาวะยังคงตื๊อให้เขาเล่นด้วย แต่พอเขาไม่เล่น ฝ่ายนั้นก็บ่นพึมพำ “ไม่สนุกเลยอะ”

เขาส่ายหัว ระอาใจกับพฤติกรรมเด็กประถม แต่ก็อดขำไม่ได้ เป็นจังหวะเดียวกับที่ก้าวไปจนถึงร้านที่ตั้งใจมาพอดี

เมื่อเข้าร้านไป เสียงต้อนรับแข็งขันก็ดังขึ้น พนักงานหนุ่มน้อยปรี่ตรงมารับแขก นำเขาสองคนไปที่นั่งติดกำแพงอย่างรวดเร็ว

รอพนักงานตั้งเตา สั่งเนื้อและเครื่องดื่มมึนเมาประกอบการกินเสร็จสรรพเรียบร้อย พวกเขาก็นั่งเงียบกันไปพักหนึ่ง บรรยากาศอึดอัดแบบตอนแรกกลับมาปกคลุมอีกครั้ง

จะเกร็งไปทำไม อิวะอิสึมิ ฮาจิเมะ ก็แค่กินข้าวกับเพื่อนเหมือนปกติไง

เถียงตัวเองซ้ำไปมาเหมือนคนสติไม่เต็ม ทั้งหมดเป็นเพราะคำพูดบ้าๆ ของฮานามากิ ทาคาฮิโระคนเดียว

โออิคาวะมองหน้าเขา ส่วนเขาเสอ่านประกาศเกียรติคุณร้านมากมายที่ฝาผนัง และเหมือนว่าอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงอาการเกร็งผิดปกติของเขา จึงเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน

“อิวะจัง พรุ่งนี้อยู่เวรหรือเปล่าน่ะ”

“เปล่า” เขาตอบ พร้อมเลิกคิ้ว เป็นเชิงส่งคำถามกลับว่า มีอะไร

“งั้นวันนี้ก็ดื่มได้เต็มที่น่ะสิ” เจ้าตัวดีว่าแล้วยิ้มร่า แต่เขารีบขัดทันที จึงได้เสียงโวยวายกลับมาแทน “ทำไมล่ะ!”

“แกน่ะกินได้ขวดเดียวก็เมาแล้วไม่ใช่หรือไง ฉะนั้น ไม่” เขายืนกราน ได้ยินกิตติศัพท์ความคออ่อนของหมอนี่มาตั้งแต่ทำงานได้สองเดือน ใครๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากปล้นหรือปล้ำโออิคาวะ ให้เอาเหล้าไปผสมน้ำเปล่าเช้ากลางวันเย็น รับรองได้ผล

และอิวะอิสึมิไม่ต้องการรับหน้าที่หิ้วคอมันกลับบ้านในคืนนี้

“ไม่ขนาดนั้นเสียหน่อย” คนขี้เมาบ่นงึมงำ ทำปากเบะไม่พอใจที่โดนขัด แต่ก็ไม่ดื้อดึงมากไปกว่านั้น “ฉันไม่เคยมากินร้านนี้เลย อิวะจังเคยมากินแล้วเหรอ”

“อืม มากับพวกฮานามากิ”

“ที่เรียนจักษุอยู่น่ะเหรอ”

“อืม”

“ฉันเคยไปดื่มด้วยครั้งนึง เป็นคนตลกดีนะ” ว่าแล้วยิ้มร่า มองจานเนื้อและเบียร์ที่ร่อนลงมาเสิร์ฟบนโต๊ะ

อิวะอิสึมิเห็นเตาร้อนดี เลยคีบเนื้อลงไปทันที ไม่รอให้เสียเวลา เขาหิวท้องกิ่วมานานแล้ว “เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ”

“พูดแบบนี้แสดงว่ารู้จักกันมานานแล้วสิ” คนถามถามไปพลาง มือก็รินเบียร์ใส่แก้วตัวเองและแก้วเขาไปพลาง

“ก็ตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย”

เขากับฮานามากิรู้จักกันตั้งแต่ปีหนึ่ง เรียนมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศจนกระทั่งจบระดับปริญญาตรีตามหลักสูตร แล้วแยกกันไปตอนเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ กลับมาเจอกันอีกทีก็ตอนที่สมัครเรียนแพทย์ประจำบ้านมหาวิทยาลัยดังใจกลางกรุงนี่เอง

“อ๊ะ อิวะจังไม่ได้จบจากที่นี่นี่นะ” โออิคาวะอุทานเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

กลับกัน โออิคาวะและแพทย์ประจำบ้านรุ่นเขาอีกหลายคนเรียนจบจากที่นี่ ออกไปเพิ่มพูนทักษะ แล้วก็กลับมาต่อแพทย์ประจำบ้านที่เดิม ดังนั้นเขาจึงรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นนิดหน่อยตอนที่เพิ่งเข้ามาทำงานช่วงแรกๆ

แต่ก็แค่ช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกเท่านั้น

อิวะอิสึมิพยักหน้ารับคำพูดของอีกฝ่าย ใจจดใจจ่ออยู่กับเนื้อย่างที่เพิ่งพลิกไปเมื่อครู่ ดูจากรูปการณ์ อีกแค่ไม่นานน่าจะสุกดี เขายกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มระหว่างรอ

“ชิ้นนี้สุกแล้ว!”

คนตรงข้ามไม่พูดเปล่ายังคีบใส่ปากอย่างรวดเร็ว อิวะอิสึมิแทบจะสำลักเบียร์เมื่อเนื้อที่เฝ้ารอโดนสอยไปต่อหน้าต่อตา

“เฮ้ย! ชิ้นนั้นมันของฉัน”

“อะไรกัน อยู่บนเตาแล้วก็เป็นของส่วนกลางสิ ไม่มีของใครทั้งนั้นแหละ”

“ฉันรอตั้งนาน เอาคืนมาเลย ไอ้บ้า!”

โออิคาวะทำหน้ายู่ พลิกๆ เนื้อติดมันที่อยู่หน้าตัวเอง เห็นว่าสุกดีแล้วเช่นกันเลยจำต้องคีบให้คนโวยวายไป “นี่ฉันก็รอตั้งนาน ถือว่าหายกันแล้วกัน”

“ถ้าแกไม่แย่งฉันแต่แรกก็จบ”

“แต่ถ้าไม่แย่งก็ไม่สนุกสิ”

รู้ตัวอีกที ความอึดอัดก็อันตรธานหายไป คงเหลือเพียงแต่เสียงถกเถียงคละเคล้ากับเสียงหัวเราะ ดังปะปนไปกับเสียงอึกทึกจากคนรอบข้างเท่านั้น

.

.

กว่าจะตัดสินใจก้าวออกจากร้านเนื้อย่าง ก็พบว่าเป็นเวลายี่สิบนาฬิกาสามสิบนาทีแล้ว

อากาศไม่เย็นสักเท่าไร ติดจะอบอ้าวเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากต่างคนต่างไม่ได้นำรถส่วนตัวมาทั้งคู่ พวกเขาจึงพากันเดินเท้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน

และเป็นเรื่องบังเอิญอีกที่หอพวกเขาอยู่ทางเดียวกันพอดี โออิคาวะกับอิวะอิสึมิจึงจับรถไฟคันเดียวกันเพื่อกลับไปยังหอของแต่ละคน

“อิ่มแปร้เลย” โออิคาวะว่า ยิ้มแป้นอารมณ์ดี สองข้างแก้มขึ้นสีจัดเพราะดื่มเบียร์ไปปริมาณหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มากถึงขั้นที่จะทำให้เมาปลิ้นสิ้นสติ

“ก็แกแย่งของฉันไปตั้งเยอะ” อิวะอิสึมิบ่น นึกถึงมื้อเย็นวุ่นๆ ที่เสียเวลากับการถกเถียงกันไปเสียส่วนใหญ่

“บอกแล้วไงว่าบนเตาเป็นของสาธารณะ ไม่มีของใครเป็นพิเศษ”

“งั้นคราวหน้าฉันจะแย่งเนื้อติดมันของแกกินให้หมด”

“ใจร้าย!”

เขาหัวเราะเบาเมื่อโออิคาวะบ่นงึมยาวเหยียดที่โดนขู่จะแย่งเนื้อของโปรด รถไฟหยุดกึก ถึงสถานีที่หมายของเขาแล้ว

“ฉันลงล่ะ”

โออิคาวะกระชับเป้ที่ไหล่ขวา “ไปด้วย”

เขาหันมองคนข้างตัว ขมวดคิ้วสงสัย นี่คอนโดพวกเขาอยู่สถานีเดียวกันด้วยหรือ แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไรนัก เพราะก็ถือว่าเป็นสถานีที่ไม่ไกลจากตัวโรงพยาบาลมาก นับว่าเป็นทำเลดีที่หนึ่ง

แต่ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้ายขวากี่หัวมุม ข้ามกี่ทางม้าลาย โออิคาวะก็ยังเดินตามเขาไปเรื่อยอยู่ดี จนเขาชักคิดว่ามันอาจจะเมาจนลืมทางกลับบ้านตัวเองมากกว่าเสียแล้ว

“เฮ้ย โออิคาวะ หอนายอยู่ไหน นี่มันทางไปหอฉัน”

“นี่ก็ทางกลับบ้านฉันเหมือนกัน”

พิจารณาจากใบหน้าแล้วก็ยังดูมีสติค่อนข้างครบถ้วนดี อิวะอิสึมิเลยปล่อยให้เพื่อนเดินต่อไป

สุดท้ายเขาก็มาถึงคอนโดตัวเองในที่สุด กล่าวทักทายพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เข้ากะบ่ายแล้วเดินไปกดลิฟท์ ไฟส้มจุดสว่างที่เลขสี่ ชั้นที่เขาอาศัยอยู่

…ก่อนจะตามด้วยส่องสว่างที่ชั้นห้า ด้วยฝีมือการกดของโออิคาวะที่ก้าวตามมา

เขามองหน้าโออิคาวะ ฝ่ายนั้นก็มองหน้าเขาด้วยตาปรือๆ รอยยิ้มบางระบายอยู่บนริมฝีปาก

ตลอดระยะทางมีเพียงความเงียบ

ประตูลิฟท์ชั้นสามเปิดออก อิวะอิสึมิหันกลับไปมองหน้าหมอศัลยกรรมกระดูกและข้ออีกครั้ง

โออิคาวะโบกมือให้เขา “เป็นเดตที่สนุกมากเลย อิวะจัง ขอบคุณนะ”

“ใครไปเดตกับแกกัน!”

มีเพียงเสียงหัวเราะดังกลับมา บานประตูค่อยๆ เลื่อนปิด แต่เขายังไม่ทันได้ถามข้อสงสัยประการสุดท้ายเลย!

“เดี๋ยว” เขารีบพุ่งไปกดลูกศรชี้ขึ้นเพื่อเรียกให้ประตูเปิดออกอีกครั้ง ภาพโออิคาวะปรากฏต่อสายตาอีกหน

“อะไรเหรอ อิวะจัง”

“นี่แกอยู่หอเดียวกับฉัน” ประโยคนั้นจะว่าเป็นประโยคคำถามก็ไม่ใช่ ประโยคบอกเล่าก็ไม่เชิง

“อ๋อ…” โออิคาวะลากเสียงยาว “ใช่แล้ว”

“และนายรู้อยู่แล้ว”

พ่อหนุ่มผมน้ำตาลยิ้มเผล่กลับมาให้ “ตั้งแต่เดือนแรกแล้ว”

เขาไม่ทันได้ถามอะไรต่อ ประตูลิฟท์ก็เลื่อนปิดลง นำผู้โดยสารไปส่งชั้นบน โออิคาวะหายลับไปจากสายตา

ทิ้งอิวะอิสึมิไว้กับความสับสนและตกใจอยู่เพียงผู้เดียว

.

.

END


A/N:

เดตเรกของอะอุนเอยูหมอค่ะ \(‘ v ‘)/
เหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นสมัยที่สองคนนี้เป็นแค่แพทย์ประจำบ้านเช่นเคยนะคะ

Advertisements

One thought on “[HQ!!] AIEL: DATE; breakfast, lunch, and dinner

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s