[APH] Helping Hand

*เอนทรี่ย์นี้เป็นฟิคเฮตาเลีย อนึ่ง เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่เขียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรและประเทศต่างๆ เล็กน้อย เนื้อหาในนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงบนโลกนี้แต่อย่างใด กรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณค่ะ

.

.

Helping Hand
aph!berwald*tino. pg. romance, mild angst.

.

.

โลกนี้มีนิทานเพ้อฝันอยู่มากมาย เป็นเรื่องของเจ้าหญิงกับเจ้าชายที่พบพานกันด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผ่านอุปสรรคทดสอบรักแท้นับพันรูปแบบ และลงเอยด้วยการครองรักกันอย่างมีความสุขชั่วนิจนิรันดร์

ทว่า ชีวิตจริงมิใช่เรื่องเช่นนั้น

เขาอยู่มานาน รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่จำความได้ โลกนี้มีเรื่องราวแปลกประหลาดมากมาย บางครั้งเจ้าหญิงก็ไม่ได้อยู่เคียงคู่เจ้าชายหากแต่มีความรักกับสามัญชน ปัญหาในราชวงศ์มิได้จบลงด้วยความรักหากแต่จบด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา ราชาก็มิจำเป็นต้องมีราชินีผู้เลอโฉมอยู่ข้างกาย และบางครั้งเรื่องราวก็น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นเมื่อขุนนางชั้นสูงมีรักนอกกรอบกับบุคคลที่ไม่ควรจะรัก

ชีวิตไม่ใช่นิทาน และเขาก็รู้เรื่องนั้นดี การมีชีวิตอยู่ทำให้เขารู้ว่าไม่มีสิ่งใดยั่งยืน… ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่มั่นคงชั่วกาลนาน

เมื่อเจ้าชายรักเจ้าหญิงได้… เจ้าชายก็สามารถหมดรักเจ้าหญิงได้เช่นกัน…

.

.

หลายครั้ง… เขาสงสัย ยามที่สายตามองไปยังแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย เขาสงสัยว่าจะมีหนทางใดที่เขาจะเข้าใจคนตรงหน้าได้หรือไม่ จะมีไหม วันที่เขาเลิกหวาดกลัวสายตาของอีกคน ทั้งที่รู้แก่ใจว่าคนที่เขาอยู่ด้วยไม่ใช่คนเลว ทั้งที่คิดว่ารู้ดีว่าอีกคนดูแลเขาเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่หลายครั้ง… เขาก็อยากจะเข้าใจใครคนนั้นให้มากกว่านี้

อยากได้ยินเสียง อยากได้ยินคำพูด อยากรับรู้ความคิด… ไม่อยากคาดเดาไปแค่ฝ่ายเดียว ว่าการที่พวกเขาอยู่ด้วยกันแบบนี้ เป็นเพียงเพราะคำสั่งจากเจ้านาย หรือแค่เพราะเหตุผลเรื่องปากท้องประชาชนเท่านั้นหรือเปล่า…

เขาเคยคิดอยากถาม แต่หลายครั้งสิ่งที่แสดงออกมากลับมีเพียงรอยยิ้ม แล้วไม่นาน เขาก็ทำกลบเกลื่อน พูดคุยเรื่องธรรมดาสามัญเฉกเช่นปกติ

เขาเคยคิด… ว่าแค่ได้อยู่แบบนี้ตลอดไปก็คงไม่เป็นอะไร ถึงคนที่อยู่เคียงข้างจะไม่เคยพูดอะไรออกมา แถมยังทำอะไรเข้าใจยากหลายครั้ง แต่แค่พอรับรู้ว่าอีกคนไม่อยากให้เขาไปไหน …แค่นั้นก็น่าจะสุขใจ

ทั้งที่เคยคิดแบบนั้น…

หากเมื่อวินาทีที่รัสเซียบุกมายึดเอาตัวเขาไป …วินาทีที่ใครคนนั้นปล่อยมือจากเขาในที่สุด เขากลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบดับวูบ

ยิ่งยามที่จากกันโดยไม่มีแม้แต่คำลา ไม่มีแม้สายตาที่เหลียวมองในช่วงเวลาสุดท้าย เขายิ่งรู้สึกเหมือนถูกช่วงชิงเอาลมหายใจไปสิ้น

เคยคิดว่าอีกคนคงไม่มีวันปล่อยเขาไป

…แต่เขาคงเข้าใจผิดไปเอง

ไม่ว่าจะอย่างไร ฟินแลนด์ก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่สวีเดนไม่ได้มองว่ามีค่าอะไรมากไปกว่าคนอื่น

            มันก็เท่านั้น…

.

.

บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบ

เขายืนนิ่ง ตั้งสมาธิ สายตาเพ่งมองไปยังเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า ลมเย็นผ่านมาหนึ่งระลอก พาเอาความหนาวพัดวูบต้องผิวเนื้อ ส่งผลให้กลุ่มผมนุ่มใต้หมวกสีสะอาดพลิ้วตามแรงลมเล็กน้อยในทิศทางเดียวกันกับใบหญ้า มือเล็กกระชับปืนมั่น ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย ควบคุมสติให้มั่นคง

แล้วเหนี่ยวไก

            ปัง!

เสียงกระสุนแหวกอากาศ ผ่านความว่างเปล่า และพุ่งเข้ากลางเป้าหมายอย่างงดงาม

เขาถอนหายใจ ปาดเหงื่อเม็ดน้อยออกจากใบหน้า ถึงอากาศจะค่อนข้างหนาว แต่เขาคงกดดันตัวเองมากเกินไปจึงยังมีเหงื่อออกได้ พลิกปืนในมือไปมา กระชับให้แน่นเข้าอีกครั้ง แล้วขยับยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนแทบสะดุ้งเมื่อเสียงปรบมือดังขึ้น

เขาหันไปทางที่มาของเสียง พบชายหนุ่มในชุดสีสันฉูดฉาดสะดุดตาเยื้องกรายเข้ามา พลันรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม “เป็นยังไงบ้างครับ?”

“ดีๆ” ฝรั่งเศสยิ้มกว้าง ก้าวยาวๆ ตรงมากอดคอลูกศิษย์ชั่วคราวด้วยท่าทางเริงรื่น ท่าทางพอใจในผลงานของหนุ่มฟินน์อย่างเหลือล้น “ดีมากๆ ไม่เสียแรงเลยจริงๆ ที่ได้พี่ฝรั่งเศสคนนี้เป็นคนสอน ปะ งั้นวันนี้พอแค่นี้แล้วไปพักกันดีกว่า”

ไม่ว่าเปล่ายังขยับเท้าก้าวยาวๆ อาศัยแรงและทีเผลอบีบบังคับให้อีกคนเดินตามการนำของตัวเองอีกต่างหาก

“เอ๊ะ ด… เดี๋ยวสิครับ” ฟินแลนด์ละล้าละหลัง หันซ้ายหันขวา มองหุ่นขนาดเท่าคนจริงที่เป็นของซ้อมเมื่อครู่ที มองหน้าฝรั่งเศสที่กำลังดึงเขาห่างจากที่ฝึกเรื่อยๆ ที พยายามจะออกแรงขืนแต่กลับไม่เป็นผลนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกรงใจอีกคนนั่นเอง “เพิ่งจะซ้อมได้ไม่นานเองนะครับ ฝรั่งเศส…”

“เถอะน่า~ เป็นชั่วโมงแล้วนา จับปืนนานๆ เดี๋ยวมือมันก็ด้านเอาหรอก ไปพักทานของว่างกับฉันดีกว่า”

“ต… แต่ว่า…” เขายังไม่ยอมคล้อยตามง่ายๆ แต่ถึงใจจะคิดค้านยังไง ความคิดทั้งหมดก็เป็นอันต้องอันตรธานหายไปเมื่อมือของคู่สนทนาเลื่อนมาจับหมับบนหน้าอก แถมยังลูบไปๆ มาๆ อย่างถือวิสาสะและไร้ความเกรงใจโดยสิ้นเชิง

“ฝ… ฝรั่งเศส!”

“เอาล่ะ จะไปกันดีๆ ได้หรือยังเอ่ยจ๊ะ?” ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มหวานให้ แต่ทำเอาคนรับถึงกับขนลุกเกรียว ผงกหัวปลกๆ แบบยอมแพ้พลางเอ่ยเสียงอ่อน

“ค… ครับ แต่ว่าก่อนอื่น… ช่วยปล่อยมือก่อนได้ไหมครับ…”

ฝรั่งเศสยิ้มกว้าง ยอมปล่อยมือแต่โดยดี เมื่อนั้นฟินแลนด์จึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังไม่หายระแวง จึงต้องขยับตัวทิ้งระยะห่างจากอีกคนพอควร

หลังสงครามครั้งใหญ่จบลง และเขาได้แยกตัวเป็นอิสระจากรัสเซีย ฟินแลนด์ก็เริ่มเรียนรู้วิธีการรบจากฝรั่งเศส เขาจึงได้เดินทางมาหาอีกฝ่ายบ่อยๆ ในยามว่าง ได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้างเพราะบางทีตัวคนสอนก็พานอกเรื่อง แถมทางฝ่ายฝรั่งเศสก็มีภาระที่ต้องแบกรับซึ่งเป็นผลมาจากสงคราม ถึงกระนั้นก็นับได้ว่าเห็นผลค่อนข้างชัดถนัดตา และเขาเองก็รู้สึกขอบคุณฝรั่งเศสไม่ใช่น้อย

ทั้งสองเดินออกจากที่ฝึก ผ่านมายังสวนขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยความประณีต ประดับด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสตามสไตล์เจ้าบ้าน โต๊ะขาวขนาดเล็กสำหรับมุมชาในยามบ่ายตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของสวนนั้น ฝรั่งเศสเลื่อนเก้าอี้ให้เขา ฟินแลนด์จึงเอ่ยขอบคุณเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่ง

ไม่มีคนรับใช้อยู่รอบตัวแม้แต่คนเดียว ฟินแลนด์จึงอาศัยโอกาสนั้นชิงรินชาก่อน ส่งให้ฝรั่งเศสที่รับไปจิบด้วยท่าทางสบายๆ ส่วนตัวเขาเองก็จิบน้อยๆ พอเป็นมารยาท

“วันนี้อากาศดีนะ” ฝรั่งเศสเปิดประเด็นสนทนา

“ครับ”

“น่าเศร้าที่อีกไม่นานบรรยากาศสบายๆ แบบนี้ก็คงจะหายไป…”

“เอ๋?” ฟินแลนด์กระพริบตาปริบ พยายามมองหาความนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยายความอีกซ้ำยังเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

“ว่าแต่ เดี๋ยวนี้มาแถวนี้บ่อยๆ เจ้าหมอนั่นไม่ว่าอะไรหรือ?”

ถึงจะไม่มีการขยายคำว่าเจ้าหมอนั่นอย่างชัดเจน แต่ฟินแลนด์คิดว่าเขาพอจะรู้ มือคู่นั้นจึงสั่นน้อยๆ แม้จะเพียงครู่แต่เขาคิดว่าคนที่ผ่านโลกมานานอย่างฝรั่งเศสคงจะสังเกตเห็น ร่างเล็กเลือกที่จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไม่หรอกครับ ทำไมถึงจะต้องว่าอะไรผมด้วยล่ะฮะ สุซังน่ะ…”

“งั้นเหรอ…” คนถามลากเสียงยาว หลับตาพริ้มพลางลิ้มรสชาบนปลายลิ้น “ฉันว่าหมอนั่นหวงนายออกนา”

            ถ้าไม่ใช่เพราะเราอยู่ติดกัน… เขาก็ไม่สนใจผมหรอกครับ

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ เขาก็… มองผมเหมือนกับที่ประเทศอื่นๆ มองนั่นแหละ”

“อย่างนั้นเหรอ?”

“ครับ”

“แน่ใจเร้อ?”

โดนถามย้ำๆ ไปหลายครั้งคนต้องตอบก็ชักทำตัวไม่ถูก มือไม้เริ่มจะดูเกะกะขึ้นมาทันที แก้วตากลมใสเหลือบขึ้นมองฝรั่งเศสด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ยิ่งเห็นสายตาแบบคนรู้ทันของคนตรงหน้าก็ยิ่งสรรหาคำพูดเหมาๆ มาตอบไม่ได้ ได้แต่ตอบเสียงแผ่วอ้อมๆ แอ้มๆ “…ครับ”

“ทั้งที่หมอนั่นเคยเรียกนายเป็นภรรยาเนี่ยนะ?”

“…ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยครับ สุซังคงแค่พูดเล่นเท่านั้นแหละ” ตอบพร้อมระบายรอยยิ้มแห้งๆ ขึ้นบนริมฝีปาก รู้แก่ใจว่าช่างเป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าอย่างถึงที่สุด

ฝรั่งเศสเลิกคิ้วขึ้น ยกมุมปากขึ้นขยับยิ้ม “อย่างหมอนั่นพูดเล่นด้วยรึ?”

เขาตอบไม่ได้ ทำได้แค่นิ่งเงียบอย่างอับจนจะต่อความ

มือใหญ่ของคู่สนทนาเลื่อนมาตบปุบลงบนหัวเขาเบาๆ เป็นสัมผัสที่ติดจะหยาบกร้านแต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนในฉบับฝรั่งเศส “ทั้งที่ฉันคิดว่านายรู้จักหมอนั่นดีที่สุดแท้ๆ เลยเชียวน้า แสดงว่านี่ที่จริงยังไม่เข้าใจอะไรอีกตั้งหลายอย่างงั้นสิ…”

“ผม…”

“แย่ๆ” ฝรั่งเศสว่าพลางส่ายหัวไปมาช้าๆ เลื่อนมือไปดึงสองข้างแก้มของฟินแลนด์เบาๆ “ทำไมตอนนี้นายกลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้วล่ะ หืม?” จากที่ดึงเฉยๆ ถึงตอนนี้ก็เริ่มขยับดึงขั้นดึงลงช้าๆ อีกด้วย “ยิ้มของนายหายไปไหนแล้วน่ะ? เดี๋ยวต้องเตรียมรับมือหมอนั่นอีกนะ ไม่ยิ้มเข้าไว้เดี๋ยวจะแย่เอาหรอก”

“หมอนั่น…?”

ถามไม่ทันจบประโยคดี แม่บ้านสาวก็ปรากฏกายขึ้นเงียบๆ พร้อมพาเอาหมอนั่นของฝรั่งเศสมาด้วย เขาเดินตรงมาทางวงน้ำชาด้วยใบหน้าที่ติดจะบึ้งตึงเป็นประจำยามมาเยือนที่นี่ ผิดกับฝรั่งเศสที่ยิ้มหวานให้สาวใต้อาณัติพร้อมกล่าวขอบคุณก่อนจะสั่งให้เธอจากไปด้วยเสียงนุ่ม และปล่อยให้ผู้มาเยือนยืนนิ่งอยู่หลังเก้าอี้ที่ว่างอีกหนึ่งตัว

เกิดความเงียบขึ้น ฟินแลนด์มองคนทั้งสอง สัมผัสถึงบรรยากาศอึดอัดที่ก่อตัวอย่างเชื่องช้า แล้วเลือกที่จะยกชาขึ้นดื่มอีกครั้ง

อังกฤษปรายตามองฝรั่งเศส แล้วพูด “นี่…”

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเจ้าบ้านที่ท่านเรียก

เฮ้ย ฝรั่งเศส

“จุ๊ๆ พูดจาดีๆ หน่อยสิ เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าพี่ฝรั่งเศสสอนมาไม่ดี”

“พูดอะไรของนาย!”

“แล้ว เรียกฉัน… มีอะไร?”

“…ใจคอแกจะปล่อยให้ฉันยืนอย่างนี้เรอะ?”

“อยากนั่งก็นั่งสิ ใครห้ามล่ะ?”

            พูดแบบนั้นมันเหมือนหาเรื่องผู้ดีกันชัดๆ เลยครับ ฝรั่งเศส…

คนนอกวงโต้คารมคิดในใจ รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสนามรบ… ฟินแลนด์พยายามก้มหน้าให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลี่ยงจากการเงยขึ้นพบกับภาพการเขม่นกันอย่างดุเดือดของสองคู่ปรับนับหลายร้อยปี ให้ตายสิ คิดยังไงเขาก็สงสัยนักว่าสองคนนี้นึกยังไงถึงได้จับมือกันรบในสงครามครั้งที่ผ่านมาได้ แถมยังชนะอีกต่างหาก!

หนุ่มผู้ดีทำหน้ามุ่ย เลื่อนเก้าอี้เสียงดังแล้วทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทางฮึดฮัด จัดการรินชาให้ตัวเองเสร็จสรรพแบบคนรู้ดีว่าเจ้าบ้านคงไม่ยอมบริการอะไรให้สักอย่างแน่ๆ แล้วก็นั่งดำเนินสงครามผ่านสายตากับฝรั่งเศสกันต่อไป

ส่วนหนุ่มอารมณ์ศิลป์ยังไม่วายแว้งกัด “ทำอะไรเสียงดัง แถมยังไม่รอคำอนุญาตจากเจ้าบ้านอีก ไปเรียนเรื่องมารยาทแย่ๆ แบบนี้มาจากใครเนี่ย?”

“ที่เมื่อกี๊นายยังบอกให้ฉันนั่งไปเลยไม่ใช่รึไง!?”

“เมื่อกี๊มันก็เมื่อกี๊ ตอนนี้มันก็ตอนนี้สิ”

อังกฤษปั้นหน้าอารมณ์เคียดแค้นมาแต่ชาติปางก่อนใส่ฝรั่งเศสทันที

            เอ่อ… ที่มานี่ไม่ใช่ว่ามีธุระอะไรกับคนนอกวงคนนี้หรือครับ?

ฟินแลนด์รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเปิดบทสนทนาแทรกวงสงครามประสาท “อังกฤษครับ คือว่า… เห็นฝรั่งเศสบอกว่ามีธุระกับผม… หรือเปล่าครับ?”

แปลภาษาฟินน์เป็นภาษาอังกฤษได้ว่า เลิกทะเลาะกันแล้วสนธุระกับผมเถอะครับ!

ได้ผล อังกฤษเลิกเขม่นคู่อริตลอดกาลแล้วหันมาสนผมทันที ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบคนรู้ตัวว่าเผลอทำพลาดไป “อ๊ะ ขอโทษที เผลอไปหน่อยน่ะ…”

“หน่อยเรอะนั่น?”

นี่คือหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ฟินแลนด์รู้สึกว่าคำพูดของฝรั่งเศสตรงกับใจเขาอย่างมากถึงมากที่สุด

คนโดนแว้งส่งสายตาขุ่นไปให้คนพูดอีกครั้ง ก่อนจะเบนความสนใจมาทางเขาพร้อมยกมือขึ้นมาวางบนโต๊ะด้วยท่าทางเป็นงานเป็นการ “ที่มาวันนี้… และต้องมาถึงที่นี่” ดูเหมือนอังกฤษจะกัดฟันพูดประโยคหลังเป็นอย่างมาก “เพราะจะมาคุยเรื่องการขนส่งสินค้ากับนายน่ะ”

“อา…” เขาผงกหัวรับเบาๆ ไม่สามารถคิดคำพูดใดมาตอบได้มากไปกว่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นใคร… ก็ติดต่อกันด้วยเหตุผลนี้หมดเลยสินะ?

ไม่เว้นแม้แต่ใครคนนั้น…

“…นี่ ฟินแลนด์?”

เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือของคู่สนทนาขยับมาโบกไปมาตรงหน้า หลุดออกจากภวังค์ทันทีและเงยขึ้นมองตัวคู่สนทนาที่ดูมีสีหน้าไม่สบายใจปนสงสัย คิ้วหนาขมวดเป็นปมเล็กน้อยคล้ายไม่พอใจหากก็แฝงไว้ด้วยความห่วงใย “เป็นอะไรของนายน่ะ ไม่ตอบเลยสักคำ”

“กลัวนายมั้ง?” ฝรั่งเศสว่า

“ไม่ยุ่งสักนิดจะได้ไหม!?”

คนโดนว่าหัวเราะเบาๆ แล้วยักไหล่ “ฟินแลนด์กลัวหมอนั่นใช่ไหมล่ะ?”

“เอ๋ เปล่าเลยนะครับ ผมไม่ได้กลัวอังกฤษนะ” ร่างเล็กรีบส่ายหัวปฏิเสธเป็นการใหญ่ “แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะครับ”

อังกฤษนิ่ง ท่าทางเหมือนคิดอะไรบางอย่าง แล้วค่อยๆ เบือนสายตาไปทางฝรั่งเศส “นี่นายทำอะไรฟินแลนด์…”

“เปล่า! นี่นายหาเรื่องแว้งกัดฉันได้ตลอดเลยนะ”

“นายเองก็เหมือนกันนั่นแหละน่า”

ไปๆ มาๆ ก็ทะเลาะกันเองอีกแล้ว ตอนแรกฟินแลนด์ก็ขอบคุณที่เป็นห่วงอยู่หรอก แต่ถ้าห่วงแล้วจบด้วยการเถียงกันเองแบบนี้ เขาก็ชักเกรงใจ…

“เปล่าครับ ฝรั่งเศสไม่ได้ทำอะไรผมหรอก อังกฤษ”

สายตาของคนฟังดูท่าทางจะไม่เชื่อ แต่พอสังเกตเห็นแววจริงจังในสายตาคนพูดแล้วก็ดูเหมือนจะเชื่อขึ้นมาบ้าง จึงเลิกต่อล้อต่อเถียงกับฝรั่งเศสแต่โดยดี “ตกลงว่าเป็นอะไร พอจะบอกฉันได้ไหม…?”

“แล้วเรื่องขนส่ง…”

“ถ้านายไม่มีสมาธิ ฉันกับนายจะคุยกันรู้เรื่องไหมล่ะ? นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องขายของเล่นๆ นะ ฟินแลนด์”

“อา… ครับ” เขาผงกหัวรับน้อยๆ มองสบเห็นความเป็นห่วงที่แฝงในดวงตาของคู่สนทนา แต่แค่ความคิดถึงคนที่ทำให้เขาเผลอเหม่อลอยไปเมื่อครู่ก็กลับทำให้เขาเลือกจะเงียบ… เงียบเพราะหาคำพูดมาตอบไม่ได้ว่าทำไมตนเองเป็นอะไร

…หวั่นไหว สั่นคลอน ไม่มั่นใจในตัวเอง?

เขาหาคำตอบไม่ได้

ฝรั่งเศสที่เงียบไปพักมองหน้าฟินแลนด์แล้วเอ่ย “เรื่องสวีเดนสินะ?”

เขาไม่ตอบเป็นคำพูด แต่เลือกจะใช้อาการพยักหน้าเป็นคำตอบ

“ทำไม? หมอนั่นทำอะไรนาย?” อังกฤษรีบเร่งถามต่อทันที ผลที่ได้คือโดนฝรั่งเศสตบหัวเข้าให้หนึ่งป้าบจนหน้าแทบคะมำฐานใจร้อนไม่เข้าเรื่อง คนโดนตบเงยขึ้นอาละวาดเสียงดัง “ทำอะไรของนาย!”

“แล้วนายจะใจร้อนไปไหน? ให้ฟินแลนด์ได้ใช้เวลาตอบหน่อยได้มั้ยล่ะ?”

อีกครั้งที่เขาอยากพยักหน้าแรงๆ สนับสนุนคำพูดของฝรั่งเศส

“ฮึ…” อังกฤษยกมือขึ้นกอดอก ท่าทางไม่สบอารมณ์เหมือนเด็กๆ ไม่มีผิดเพี้ยน ฝรั่งเศสเห็นดังนั้นจึงยกยิ้ม หยอกเย้า

“เข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ไม่ต้องห่วงจนออกนอกหน้าก็ได้น่า”

“อะไร? ใครห่วง!” คนช่างเก๊กสวนกลับเสียงเขียว “ก็แค่กลัวว่าถ้าฟินแลนด์ไม่สบายใจ เดี๋ยวจะคุยงานไม่เป็นงานเท่านั้นล่ะน่า!”

“อ๋อ เหรอ…” เจ้าบ้านรับคำแบบไม่ใส่ใจนัก และดูเหมือนจะหมดความสนใจในการเถียงกับคู่ปรับแล้วจึงหันมาหาฟินแลนด์แทน “ตกลงว่ามีเรื่องอะไรกับสวีเดนหรือ?”

เขาส่ายหัวไปมา “เปล่าครับ ไม่มี” เว้นช่วงไปพัก แล้วย้ำ “ผมไม่มีเรื่องอะไรกับสุซังทั้งนั้นแหละครับ”

            …ก็แค่เข้าใจว่า ถึงเราจะสนิทกันยังไง ผมกับเขาก็ไม่ต่างอะไรกับพวกคุณสองคนที่ติดต่อกันด้วยเรื่องของคนในประเทศเท่านั้น…

ฝรั่งเศสหรี่ตาลง “นี่ ฟินแลนด์…”

“ครับ?”

“พวกเราน่ะเป็นประเทศ เรื่องจะเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับงานน่ะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ถึงบางครั้งจะไม่อยากทำงานขนาดไหน ถ้าเจ้านายสั่งมาพวกเราก็ต้องทำ ถูกไหม?”

เขานิ่ง

“เรื่องที่ต้องติดต่อกันเพราะเหตุผลเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นหลักน่ะมันก็ช่วยไม่ได้ จะให้พูดไปว่าอยากทำอย่างนี้อย่างนั้นเพราะชอบที่นั่นที่นี่เป็นพิเศษยิ่งเป็นเรื่องต้องห้ามเลย แล้วยิ่งกับคนพูดน้อยอย่างหมอนั่นด้วยแล้วน่ะ ถ้าจะไปนั่งเดาใจหรือรอดูการกระทำ ยิ่งปวดหัวหนักกว่าที่อื่นเยอะเลย…” คนพูดเงียบเสียงลง ชายตามองไปยังอังกฤษ “…พอๆ กันกับคนแถวนี้เลย…”

นี่ นาย!

เขาหัวเราะแห้งๆ ส่วนฝรั่งเศสทำเป็นไม่ได้ยิน “ถึงเจ้าหญิงกับเจ้าชายส่วนใหญ่จะไม่รักกันตลอดกาลในความเป็นจริง แต่ฉันก็เชื่อว่ามีความรักแบบนั้นอยู่ในส่วนน้อยเหมือนกันนะ แค่คนรักกันไม่จำเป็นต้องเข้าข้างกันหรืออยู่ด้วยกันตลอดเวลาเท่านั้นเอง”

เขานิ่ง ครุ่นคิด จากนั้นจึงคลี่ยิ้มบาง “ขอบคุณครับ ฝรั่งเศส”

คนอายุมากกว่ายิ้มกว้าง เลื่อนมือมาลูบหัวเขาเบาๆ “ยิ้มเหมือนเดิมได้แบบนี้ก็ดีแล้ว ทำหน้าเศร้าๆ นี่ดูไม่เป็นนายเลยนะ”

“…นี่” อังกฤษขัดขึ้น “พวกนายคุยกันเรื่องอะไรน่ะ ไม่รู้เรื่อง”

“อืม… ถ้าจะพูดให้อังกฤษรู้เรื่องแบบไม่ต้องเล่ายาว ก็คงต้องเทียบเรื่องของฟินแลนด์เป็น Beauty and the Beast สินะ?”

“Beauty and the Beast?”

“อะไร ยังไม่เข้าใจอีกหรือ? เมื่อก่อนฉันก็เล่าให้ฟังออกจะบ่อยแท้ๆ เชียวนะ ทำไมถึงได้สมองทึบอย่างนี้น้า…”

“ฝรั่งเศส!”

สุดท้ายแล้ววันนั้นเขากับอังกฤษก็แทบจะไม่ได้คุยเรื่องงานกันต่อเลย แถมฟินแลนด์ยังต้องนั่งมองสองผู้หลักผู้ใหญ่แห่งดินแดนแถบนั้นนั่งเถียงกันชนิดเอาเป็นเอาตายอีกต่างหาก

แต่เขาคิดว่า… เขาได้จัดระบบความคิดของตัวเองขึ้นเยอะเลยล่ะ

.

.

กาลเวลาล่วงเลยผ่านไป หลังจากที่สงครามใหญ่เพิ่งจบไปไม่นาน เค้าลางของความหายนะก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อเยอรมันบุกโจมตีโปแลนด์ชนิดสายฟ้าแลบ และถึงตอนนี้… เค้าไอแห่งความหายนะนั้นก็เดินทางมาถึงบ้านของเขาเอง …ฟินแลนด์

ร่างเล็กซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งของป่า ซ่อนตัวจากผู้บุกรุกที่ก้าวเท้าตามหาเขาและใกล้เข้ามาทุกขณะ เขากำลังรบกับรัสเซีย ในสภาพอากาศที่หนาวจัดและไม่เอื้ออำนวยต่อการรบ ทั้งที่ตอนแรกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง รัสเซียก็เปลี่ยนแผนการรบ พลิกตำแหน่งกลับมาเป็นฝ่ายเหนือกว่าด้วยกำลังรบและยุทธวิธี ไล่ต้อนจนเขาทำได้เพียงต้านทานเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ทั้งที่ขอความช่วยเหลือจากใครคนนั้นไปหลายครั้งหลายหนแล้ว… แต่สิ่งที่ตอบรับกลับมากลับมีเพียงความว่างเปล่า!

ดำเนินตามนโยบายของผู้นำ ประกาศตัวเป็นกลาง ไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือฟินแลนด์!

เขาทำได้เพียงกัดฟันสู้ต่อไปเท่านั้น

“เอาล่ะ ฟินแลนด์ เลิกซ่อนเถอะน่า” แว่วเสียงของศัตรูมาแผ่วเบา หากส่งผลให้เขากระชับปืนในมือโดยอัตโนมัติ “ถึงจะยื้อต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก ทั้งที่ตอนแรกฉันขอแค่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเองนะ…”

เขาลุกขึ้นยืน ตราบใดที่เจ้านายและคนของเขายังคงต่อสู้ เขาจะยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ได้! แม้จะต้องต่อสู้เพียงลำพัง ฟินแลนด์ก็จะยืนหยัดเพื่อพิสูจน์ให้โลกได้รู้ว่าเขาปกป้องตัวเองได้!

มือเล็กจับปืนมั่น ยกขึ้นเล็งเป้าหมาย อาศัยความคุ้นชินในสถานที่รบให้ได้ประโยชน์ พยายามเล็งด้วยมือที่ติดจะสั่นเทา หากยิงแล้วไม่โดน นั่นย่อมหมายความว่าเขาได้เปิดโอกาสให้รัสเซียหาตัวเขาพบ

ทำได้แค่เสี่ยง!

            ปัง!

วินาทีที่ลูกปืนส่งผ่านกระบอก เขาก็หลับตาแน่น หวาดกลัวที่จะเผชิญกับความเป็นจริง… ความเป็นความตายตรงหน้า!

“…อยู่ทางนั้นเองสินะ” เสียงพูดของรัสเซียมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นและความเป็นจริงที่ทำให้ฟินแลนด์ได้แต่ตกตะลึง

เขาพลาด!

ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายจะขยับเท้าหนี หากแต่ไม่ทันการเมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่ารัสเซียได้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขาเสียแล้ว ทั้งสองเผชิญหน้ากัน ท่ามกลางบรรยากาศกดดันและความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบจะจบสิ้นลงในวินาทีเท่านั้น

ฟินแลนด์คงมาได้เพียงเท่านี้…!

ผู้คนที่อาสามารบเพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนคงผิดหวัง แต่ฟินแลนด์คงทำได้แค่นี้ พวกเขาก็เหนื่อยล้ากันมามากแล้ว บางทีการดันทุรังต่อไปอาจไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์มากนัก…

“เอาล่ะ จบกันสักทีนะ…”

ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น สิ่งที่ฉายชัดในแก้วตาของเขาคือรอยยิ้มบนมุมปากของรัสเซีย หากสิ่งที่แจ่มชัดในใจกลับเป็นภาพของ… สวีเดน

            ถ้าเพียงแต่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณ…

แม้แต่ตอนนี้ เขายังหาคำตอบไม่ได้ว่าตัวเองโกรธที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือเสียใจที่ตัวเองดูจะไม่มีค่าพอให้อีกฝ่ายช่วยกันแน่

“…สุซัง…”

            ปัง!

ชั่วเสี้ยววินาทีนั้น เขาคาดคิดว่าคงได้รับสัมผัสเย็นจากโลหะที่ชำแรกเขาผิวเนื้อ

ชั่วเสี้ยววินาทีนั้น เขาคาดคิดว่าฟินแลนด์คงจบสิ้นเพียงเท่านั้น

หากเมื่อเขาลืมตาในเสี้ยววินาทีต่อมา เขากลับได้รับไออุ่นจากร่างกายที่แนบชิด และสิ่งที่พบกลับทำให้เขาต้องเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา

สุซัง!

ร่างสูงรวบเขาเข้าอ้อมกอด ใช้ปืนยาวในมือกั้นรัสเซียไม่ให้เข้าใกล้ไปมากกว่านั้น ฝ่ายตรงข้ามดูท่าทางไม่พอใจ หากยังไม่คลายยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้า

“นายอีกแล้ว…”

“…ปล่อย”

สวีเดนขยับปืน ออกแรงปัดทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องถอยห่าง พวกเขาก่อสงครามทางสายตากันเนิ่นนาน ก่อนที่ฝ่ายผู้ช่วยเหลือจะยิงกระสุนตามอีกนัด แล้วหันหลัง ลากฟินแลนด์ออกจากบริเวณนั้นด้วยความรวดเร็ว

“ส… สุซัง จะไปไหนน่ะครับ!?”

“หนี”

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ แต่ทำเอาฟินแลนด์ถึงกับร้องเสียงหลง “เดี๋ยวสิครับ!”

            ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่เคยเข้าใจสวีเดนเลยจริงๆ !

.

 .

เขาสองคนวิ่งหนี… ไม่สิ หลังจากได้ลองคุยดูดีๆ แล้ว เขาถึงเข้าใจว่าคำว่าหนีของสวีเดนคือการถอยไปตั้งหลักต่างหาก พวกเขาถอยไปตั้งหลักในอีกฟากหนึ่งของที่รบ เป็นบริเวณที่กองกำลังเสริมจากสวีเดนตั้งฐานหลักไว้ มีคนประจำอยู่ประปราย เพราะส่วนใหญ่ได้เดินทางไปร่วมรบแล้ว

สวีเดนเลื่อนเก้าอี้ออกให้เขา ร่างเล็กจึงทิ้งตัวลงนั่งพลางเอ่ยขอบคุณเสียงเบา ผู้รับคำขอบคุณเพียงพยักหน้ารับช้าๆ เลื่อนแก้วน้ำอุ่นให้เขาแล้วปล่อยให้ทุกสิ่งตกอยู่ในความสงัด

เงียบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ… เงียบจนเขาอึดอัด

ทั้งที่มีคำถามอยู่เต็มหัว ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่จู่ๆ อีกคนก็ปรากฏตัว ไหนจะเรื่องที่ประกาศวางตัวเป็นกลาง ไหนจะเรื่องที่ว่าหาตัวเขาพบได้อย่างไร ไหนจะเรื่องเจ้านายของสวีเดน

และคำถามที่ว่า… เขาดูมีค่าพอให้สวีเดนช่วยเหลือแล้วหรือ?

ทั้งที่คำถามสุดท้ายเป็นคำถามที่เขาอยากรู้ที่สุด หากแต่มันกลับกลายเป็นคำถามที่เขากระดากปากจะถามมากที่สุดในเวลาเดียวกัน

เช่นนั้นแล้ว ทุกสิ่งจึงดำเนินไปในความเงียบอีกเป็นเวลานาน

นานอย่างที่ไม่มีใครคิดจะพูดขึ้นมาก่อน เพราะโดยปกติสวีเดนก็ไม่ใช่คนช่างพูดอยู่แล้ว ถ้าฟินแลนด์ไม่คิดจะพูด ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้คุยกันวันนี้

            แล้วจะคุยกันวันไหนดี…?

คิดแล้วก็แทบเอาหัวโขกโต๊ะ สถานการณ์ตอนนี้เอื้ออำนวยให้เขามานั่งผัดวันประกันพรุ่งแบบตอนนี้เสียที่ไหน ฟินแลนด์คิดว่าบางทีเขาอาจรบจนใกล้ประสาทกินไปแล้วก็ได้!

ในช่วงที่ความคิดยังสับสน ไม่มีทีท่าว่าจะได้บทสรุปในเวลาอันใกล้เลยสักนิด จู่ๆ ก็มีเสียงปริศนาดังขึ้น ขับไล่เอาความคิดทั้งหมดทั้งมวลให้หายวับไปในพริบตา

“โฮ่ง!”

“ฮ… ฮานะทามาโกะ!”

เจ้าลูกหมาตัวขาวขนปุกปุยสะบัดหางของมันไปมา ส่งสายตาใสแป๊วขึ้นมามองร่างเล็กอย่างออดอ้อน เท่านั้นไม่พอ ยังถือสิทธิ์ความเป็นหมา กระโดดขึ้นไปนั่งบนตักเขาแบบไม่คิดจะรอคำเชิญสักนิด ตบท้ายด้วยการแลบลิ้นเลียใบหน้าตามใจชอบอีกต่างหาก

เขายิ้ม หัวเราะ… หัวเราะอย่างที่ไม่ได้ทำมานานตั้งแต่ต้องเผชิญกับศึกที่มองไม่เห็นทางสว่าง

ฟินแลนด์เบนสายตาไปมองทางร่างสูง เห็นรอยยิ้มบางจนแทบสังเกตไม่เห็นบนใบหน้าของสวีเดน เท่านั้นกำลังใจก็เริ่มมาเป็นกอง “สุซัง พาฮานะทามาโกะมาด้วยหรือครับ?”

ฟังดูเป็นคำถามไร้สาระ แต่ตัวเขาในตอนนี้คิดได้แต่อะไรประมาณนี้แหละ

สวีเดนพยักหน้า

“ขอบคุณนะฮะ ผมคิดถึงมันมากเลย…”

อีกครั้งที่สวีเดนทำเพียงพยักหน้า

เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เงียบจนสงัด เพราะมีเสียงครางของเจ้าฮานะทามาโกะดังติดต่อมาเป็นระยะ

เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายต่อบทสนทนา “สุซัง…”

“หืม?”

“มาช่วยผมนี่… จะดีหรือครับ?”

            ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้มาช่วยหรอกนะครับ…

ร่างสูงเงียบไป… อีกพักใหญ่ นานจนเขาคิดว่าคงไม่ได้คำตอบแล้ว และกำลังจะเลิกล้มความตั้งใจ ยิ้มน้อยๆ ให้กับตัวเองอย่างปลดปลง รู้อยู่แก่ใจแท้ๆ ว่าคู่สนทนาเป็นคนยังไง

“…ฟินน์”

เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเขาแผ่วเบา

“ครับ?”

สวีเดนขยับตัวเข้าใกล้ ใบหน้านั้นยังคงนิ่งเฉย เคลือบแฝงด้วยความน่าเกรงขามและความน่ากลัวดังเคย หากแต่ฟินแลนด์ในตอนนี้ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะหลบหนี ยิ่งเมื่อคำพูดต่อมาดังออกมาจากริมฝีปากคู่นั้นแล้ว ความหวาดกลัวทั้งหมดก็กลับหายวับไป

คิดถึง…

มือหยาบข้างหนึ่งวางนิ่งอยู่บนหัวของฮานะทามาโกะ

อีกข้างวางนิ่งอยู่บนมือของฟินแลนด์…

ไม่รู้ว่าสองคำสั้นๆ ที่ดังออกมานั้นหมายถึงฮานะทามาโกะคิดถึงเขา หรือตัวสวีเดนเองกันแน่ที่คิดถึงเขา

แต่ไม่ว่าจะมีความหมายในแง่ใดก็ตาม…

ฟินแลนด์ในตอนนี้ก็สุขใจเกินกว่าจะคิดตั้งแง่มองหาคำตอบ

เขาได้แต่ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม…

ยิ้มอย่างที่เคยเป็น…

“ผมเองก็เหมือนกันครับ”

            คิดถึงคุณ…

.

 .

คนโบราณกล่าวถึงนิทานปรัมปรา ว่าด้วยเรื่องของเจ้าหญิงกับเจ้าชาย ราชากับราชินี ผู้กล้ากับสัตว์ร้าย การผจญภัยอันยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ราวความฝัน จบลงด้วยความสุขและการครองรักชั่วนิจนิรันดร์ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องเช่นนั้น เมื่อมีพบก็ต้องมีพราก มีรักก็ต้องมีร้าว ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ยั่งยืนชั่วกาลนาน…

เขาอยู่มานาน และรู้ดีถึงสัจธรรมข้อนั้น

เจ้าชายรักเจ้าหญิงได้ ก็สามารถหมดรักเจ้าหญิงได้ หรือถึงยังรักอยู่ บางครั้งก็ต้องร้างแรมไกลด้วยคำสั่งจากบุคคลรอบข้าง ไม่อาจฝืนต้านทำตามใจตัวเองได้ตลอดเวลา

เรื่องของเขาซับซ้อนยิ่งกว่านั้น ไม่อาจสรุปได้โดยง่ายว่าเป็นความรักหรือสิ่งอันใด และแม้จะสรุปได้ ก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้ในเวลาอันสั้น

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม…

ตอนนี้เขาบอกได้เพียงว่า แค่ใครบางคนอยู่เคียงข้างเขา ถึงไม่ใช่ตลอดกาล ถึงไม่ใช่ชั่วนิรันดร์…

            เขาก็แสนสุขใจ

.

 .

FIN.

.

.

– บทส่งท้าย –

.

.

เขาพ่ายแพ้…

ปราชัยให้กับกำลังอันยิ่งใหญ่ แม้มีใครบางคนให้ความช่วยเหลือและคอยอยู่เคียงข้าง หากแต่ความจริงก็คือความจริง เขาไม่อาจต้านทานฝ่ายศัตรูได้ ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สูญเสียเศษเสี้ยวสำคัญของตนเองไปอย่างไม่มีทางเลือก

เขาได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าสามารถต้านทานได้ หากแต่ไม่สามารถมีชัย

บางครั้ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะตัดพ้อในใจว่า หากใครคนนั้นช่วยเหลือเขาเร็วกว่านี้สักนิด… เหตุการณ์อาจไม่จบลงอย่างที่เป็นในยามนี้

เขาอาจไม่ต้องแม้แต่จะจับปืนต่อกรกับฝ่ายตรงข้าม

แต่ตัดพ้อไปก็เท่านั้น

ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยันค่ำ

และเขาก็ทำได้เพียงยอมรับมัน

และถึงเขาจะเป็นฝ่ายปราชัยในการรบครั้งนี้…

เขาก็ได้รับรู้… ว่าใครคนนั้นไม่ได้ทอดทิ้งเขา

ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม

เมื่อคิดเช่นนั้น ใจก็พลันอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

รอยยิ้มระบายขึ้นบนริมฝีปากแม้เพียงน้อยนิด

และเขาก็กระซิบแผ่วเบา ฝากเอาถ้อยความสั้นๆ ไปตามสายลม

            ขอบคุณ…

.

 .

– ของแถม –

.

.

บรรยากาศรอบข้างเย็นจัด

ท่ามกลางหิมะสีขาวสะอาด ในอากาศที่หนาวเหน็บจนพาให้กายสั่นสะท้าน เขาโอบกอดร่างเล็กไว้ โอ้โลมด้วยทุกสัมผัสเพื่อขจัดเอาความหนาวเย็นให้ห่างไกล มอบไออุ่นให้อีกคนด้วยความรักใคร่ เต็มเปี่ยมด้วยความคิดถึง ห่วงหา …และรัก

“อ๊ะ …ส… สุซัง…”

เขาก้มลง มอบจุมพิตหวานล้ำเป็นคราวที่เท่าไรไม่อาจทราบได้ รู้แต่ตัวเองกำลังตกอยู่ในวังวน หลงใหลจนไม่อาจถอนตัวได้ ได้แต่โอบอุ้ม ปรนเปรอ ในที่มืด ในสุมทุมพุ่มไม้ ในอากาศที่หนาวเหน็บ บรรยากาศรอบตัวเขาสองคนช่างดูคล้ายกับหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่ง

เขาหลงใหล… หลงใหลเสียงใบไม้ที่แกว่งไกว

เขาหลงใหล… หลงใหลผิวกายที่อ่อนนุ่มยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด

เขาหลงใหล… หลงใหลในเสียงที่เอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนหวาน

เขาหลงใหล… หลงใหลและรักร่างในอ้อมแขนนี้เหลือเกิน

หลงใหลจนได้แต่ตั้งสัตย์ปฏิญาณ… จะไม่มีวันปล่อยให้ไปไกลห่างอีกเด็ดขาด!

“ฟินน์…”

พรมจูบไปทั่วผิวขาว ส่งผ่านรักจากสัมผัสแทนคำพูดเป็นรอบที่ล้านได้แล้วกระมัง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ รู้แต่อยากยืดออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

“สุซัง…”

“…รัก”

รัก รัก รัก…

รักยิ่งกว่าใคร…

.

“สุซัง… สุซังครับ!”

เสียงเล็กปลุกเขาตื่น สะดุ้งสุดตัวเหมือนทำผิดมาก็ไม่ปาน

ฟินแลนด์ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา สายตาดูเป็นกังวล

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

เขาส่ายหัว ปฏิเสธ สูดลมหายใจเข้าลึก นาน เป็นจังหวะ

อีกคนยิ้มซื่อ ถามจนมั่นใจว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้วจึงจากไปดูแลทหารของตนต่อ

เขาหลับตา ตั้งสติ

ขับไล่เอาภาพฝันที่ยังติดอยู่ในหัวออกไป

พยายาม… อดทน อดกลั้น

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…

.

…บางครั้งคนช่างอดทน อดกลั้น ก็อดใจไม่ไหวเป็นเหมือนกันนะเออ…

.

.

FIN?


.

.

เกร็ดเล็กน้อยกะจ้อยร้อย

(1) เหตุการณ์ในเรื่องนี้เขียนในช่วง winter war ระหว่างรัสเซียกับฟินแลนด์ในช่วงเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง 30 พ.ย. 1939 – 13 ม.ค. 1940
(2) ช่วงเริ่มสงครามใหม่ๆ ฟินแลนด์ส่งทหารไปฝึกที่ฝรั่งเศสเยอะที่สุด และมีคู่ค้าสำคัญเป็นอังกฤษ
(3) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สวีเดนประกาศตัวเป็นกลาง แต่เอาเข้าจริงพี่ท่านก็ส่งทหารไปช่วยฟินแลนด์ตอน winter war ถึงแปดพันกว่านาย …เยอะกว่าชาติอื่นประมาณสิบเท่า…
(4) สืบค้นหาช่วงเวลาที่สวีเดนส่งทหารเข้าไปช่วยฟินน์ไม่ได้ ฉะนั้นช่วงเวลาที่ฟินน์ถูกทอดทิ้งเล็กน้อยในนี้จึงเป็นการเอาข้อมูลน้อยๆ นิดๆ มาปะติดปะต่อกันเองฮะ เชื่อถือไม่ได้ (ฮา)
(5) ชาวฟินน์คิดว่า ถ้าสวีเดนให้ความช่วยเหลือเยอะกว่านี้ ก็คงจะต้านรัสเซียได้มากกว่านี้… หรือรัสเซียอาจจะไม่บุกมาเลยก็ได้ (แต่ก็ได้แค่คิด)

.

ข้อมูลผิดพลาดประการใด แจ้งได้เลยค่า
แหล่ง: winter war@en-wikipedia

.


 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s